Google


Tag Archive for 'Mac OS X'

Page 2 of 3

MySQL 5.0 (build 15) Full Release !!!

อาจจะเก่าไปนิดแต่ว่าไม่น่าจะนานมาก เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา MySQL AB ได้เปิดตัว MySQL 5.0 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบหลายๆ ปีของ MySQL AB เลยทีเดียว เพราะว่าตัว MySQL 5.0 นั้นมีคุณสมบัติในระดับองค์กร (Enterprise) ซึ่งต้องการความน่าเชื่อถือสูงมาก ตามมาตรฐาน SQL 2003 เลยทีเดียว โดยคุณสมบัติที่เพิ่มเติม มาก็ได้แก่ Stored Procedures, SQL Functions, Triggers, Views, Cursors, XA Distributed Transactions, ตัวเลือกระบบบีบอัดข้อมูล (federated and archive storage options), SQL Mode, ฯลฯ อ่านเพิ่มเติมที่นี่ครับ http://dev.mysql.com/doc/refman/5.0/en/mysql-5-0-nutshell.html

ซึ่งทำงานได้บน Linux, Windows, Solaris, Mac OS X, FreeBSD, HP-UX, IBM AIX 5L, ฯลฯ

MySQL 5.0 นี่อยู่บนข้อตกลง Open Source (GPL) หรือ Commercial MySQL Licenses ซึ่งทำงานตาม concept ของเค้าว่า high-performance, reliability และ ease-of-use ครับ

เพราะว่าตอนนี้ MySQL ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ ในด้านการจัดการระบบต่างๆ นั้นแทบจะไม่ต้อง set ผ่าน text files แบบเดิมๆ ครับ ทำงานผ่าน wizard ได้เลย ส่วนถ้าต้องการละเอียดมากขึ้นก็ไปโหลด MySQL Administrator จากเว็บ MySQL มาเพื่มเพื่อทำงาน และปรับแต่งต่างๆ ได้ทั้งหมดครับ รวมไปถึงเครื่องมือในการทดสอบ Query ข้อมูล MySQL Query Browser เพื่อทดสอบ SQL ที่เราจะทำงานได้จากซอต์แวร์นี้ครับ ทำงานได้ง่ายมากๆ เลยครับ และส่วนใครจะทำการย้ายฐานข้อมูล MySQL ก็ใช้เครื่องมือ MySQL Migration Toolkit ได้อีกเช่นกันครับ อันนี้ยังไม่ได้ลองทดสอบแต่อย่างใด ถ้าใครใช้แล้วเป็นยังไง ก็ Comment ไว้ครับ

จากที่ได้ลองใช้ดูนั้น การทำงานถือว่าเสถียรดีมาก แต่ว่าผมยังไม่ได้ลองให้มันทำงาน load สุดๆ เลยยังไม่รู้ว่าจะเสถียรกว่าตัวเก่าหรือเปล่า แต่ด้วยระบบที่ใหม่กว่า ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดแต่อย่างใด

ในการใช้งานตอนนี้ของผมนั้นทำงานบน Storage Engine แบบ InnoDB เพราะว่าผมต้องใช้งาน Transaction ของ DBMS ด้วย ซึ่งจากตัว MySQL 4.1.13 ที่ได้ใช้มาก่อนหน้านี้ก็ทำงานได้ไม่มีที่ติ


อันนี้แนะนำเพิ่มเติมครับ เป็นเครื่องมือในการออกแบบ Database ที่มีประสิทธิภาพมากๆ ตัวหนึ่งเลยทีเดียวครับ มันชื่อว่า fabFORCE DBDesigner 4 (http://www.fabforce.net/) ครับ เจ้า DBDesigner 4 มันเป็นระบบออกแบบฐานข้อมูลแบบเสมื่อนจริง (Visual Database Design System) ที่ดีมากๆ เลย ซึ่งเหมาะสำหรับการออกแบบและการสร้างฐานข้อมูลในรูปแบบ ER-Diagram ซึ่งสามารถทำการจัดการได้โดยตรงจาก Model ได้เลย แถมเชื่อโยงความสัมพันธ์ได้ง่ายมากๆ เลยครับ รวมไปถึง Export ให้ทำงานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL, Oracle, MSSQL, SQLite และ ODBC

ซึ่งซอฟค์แวร์ตัวนี้อยู่บนข้อตกลงของ Open Source Project (GPL) สนับสนุนการทำงานบน Microsoft Windows 2k/XP และ Linux KDE/Gnome

โดยที่ความต้องการของระบบในการทำงานนั้นน้อยมาก ไม่ต้องใช้ระบบที่สูงมากนัก แถมทำงานได้เร็วอีกต่างหาก ไม่แฮงง่ายด้วยครับ


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงแม้จะมี Toosl มาช่วยให้เราบริหารระบบ DBMS มากมายแค่ไหน ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเราจะเอามันมาใช้งานยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ผมว่าก็น่าเสียดายความสามารถเหล่านั้น แถมความสามารถเหล่านี้ก็ไม่ต้องซื้อหาจากที่ไหน เพราะว่าทั้งหลายทั้งบวงที่ได้กล่าวมานั้นอยู่บนข้อกำหนด GPL แทบทั้งสิ้นครับ

Podcasting หรือ Podcast คืออะไร ?

Podcasting หรือ Podcast คือขั้นตอนของสื่อชนิดหนึ่งบนระบบอินเตอร์เน็ตที่ยินยอมให้ผู้ใช้ทั่วไปทำการสมัครเพื่อรับ feed news

มันเริ่มได้รับความนิยมประมาณปลายปี 2004 ที่ผ่านมา ตัว feed news นี้จะทำงานอัตโนมัติ เพื่อทำการดาวด์โหลดไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ เข้าสู่ computer หรือ portable music player (เรียกติดปาก ว่า mp3 player)

คำว่า Podcasting หลายๆ คนคิดว่าอาจจะเป็นคำคว]มาจากคำว่า Broadcasting กับ iPod แต่ตามข้อกำหนดแล้ว มันเป็นการเข้าใจผิด แต่เป็นความบังเอิญ อันสอดคล่องพอดี หรือประจวบเหมาะ กับ iPod ของ Apple นั้นเอง ซึ่ง Steve Jobs ก็ใช้โอกาสนี้ โฆษณา feature ใหม่เป็น Broadcasting + iPod  = Podcasting นั้นเอง  

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น ตั้งแต่ที่ได้ยินมานับตั้งแต่ Podcasting เกิดขึ้นมาบนโลกมา ระบบนี้สามารถใช้ได้กับ iPod หรือพวก portable music player อื่นๆ และรวมไปถึงเครื่อง computer ได้อยู่แล้ว ซึ่งในความเป็นจริง แล้วนั้น ตั้งแต่ กันยายน ปี 2004 นั้น ได้มีการบัญญัติคำว่า POD ซึ่งเป็นคำย่อมาจาก “Personal On-Demand” หรือ "อุปสงค์ส่วนบุคคล" นั้นเอง เมื่อรวมกับ Broadcasting ก็กลายเป็น PODcasting นั้นเอง ซึ่ง Broadcasting เป็นการนำสื่อต่างๆ มาอยู่ในรูปของภาพ และเสียง ต่างๆ มากมาย ไม่ขึ้นกับ formatของไฟล์ หรือ type ของไฟล์แต่อย่างใด นำมาเผยแพร่ให้บุคคลภายนอก (The public in general) ฟังโดยที่ไม่จำเป็นเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และเป็นเทคโนโลยีในการถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง ผ่านสื่อต่างๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นเทคโนโลยีที่สามารถโยกย้ายข้อมูลขนาดมหึมาของภาพและเสียงจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งระหว่างเครือข่ายชนิดต่างๆ

Podcasting นั้นทำงานโดนการที่ใช้ RSS 2.0 XML หรือ RDF XMLที่เป็นไฟล์ format มาตรฐานของ XMLที่เป็นไฟล์แบบเปิด โดย Podcasting จะเปิดทำงานแบบอิสระต่อการจัดการ และทำสื่อส่วนตัวต่างๆ โดยตัว Podcasting นั้นเป็นสื่อกลางระหว่างไฟล์เสียง, วีดีโอ หรือมัลติมีเดียอื่นๆ อีกมากมาย กับผู้ใช้งานอีกทีหนึ่ง

การทำงานของ Podcasting มีขั้นตอนคือ ผู้ใช้ได้รับ URL ของ Podcasting แล้วใส่ในซอฟต์แวร์ Podcasting Reader หรือ RSS Reader ยี่ห้อต่างๆ ในที่นี้ของใช้คำสั้นๆ ว่า Podcasting  Reader ในทีเดียวเลย  ผู้ใช้ทำการร้องขอต่อ URL นั้นๆเพื่อทำการปรับปรุง index หรือสารบัญ ของ Podcasting เจ้าตัว Podcasting Reader จะวิ่งไปที่ URL ที่กำหนดดังกล่าว เพื่ออ่าน ไฟล์ XML ซึ่งจะอ่านว่ามีรายละเอียดต่างๆ ภายในนั้นอาจจะมีพวก ชื่อรายการ, ชื่อผู้จัดทำ, วันที่จัดทำ , ฯลฯ ซึ่งจะทำการส่งรายละเอียดต่างๆ นั้นมาไว้ที่ซอฟต์แวร์ของเรา เพื่อบอกรายละเอียด และรอให้เราทำการร้องขอไฟล์มีเดียนั้นอีกที และเมื่อร้องขอไฟล์ที่เราต้องการแล้ว เจ้าตัว Podcasting Reader จะเข้าไปอ่านที่ไฟล์ XML เดิมอีกที หรืออ่านไฟล์ XML ดังกล่าว (ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์นั้นๆ ว่าจะเก็บไฟล์ทื่อ่านเพื่อทำ cache หรือ่านทุกๆ ครั้งผ่าย Internet) เมื่อทำการอ่านไฟล์ XML ในนั้นจะบอกซอฟต์แวร์ของเราว่าไฟล์มีเดียนั้นๆ เก็บอยู่ที่ใด เพื่อทำการไปโหลดที่ต้นทางจริงๆ อีกทอดหนึ่ง ซึ่งตัวซอฟต์แวร์ Podcasting Reader จะทำการดาวด์โหลดไฟล์มีเดียมาใส่ในที่อยู่ใดๆ ใน Hard drive ของเราเอง จะเห็นได้ว่าเจ้า ตัวระบบ Podcasting เนี่ยเป็นเพียงสื่อสารระหว่างไฟล์มีเดียต่างๆ กับผู้ใช้เพื่อง่ายแก้การจัดการเป็นศูนย์กลางเพื่อทำการจัดเก็บไฟล์ และค้นหาไฟล์นั้นเอง


แต่ที่นิยมในตอนนี้เป็น Podcasting แบบ Radio Shows มากกว่าเพราะทำง่าย เผยแพร่ง่ายด้วย

โดยไฟล์มีเดียที่นิยมในการจัดเก็บและเผยแพร่คือ MP3 นั้นเอง โดยมี bit rate ที่ 32 k bps ขึ้นไป ส่วที่ตามมาติดๆ ก็ ACC นั้นเอง

โดยจะใช้โปรแกรมใดๆ ก็ได้ที่ทำการอัดเสียง และบันทึงเสียงเป็นไฟล์ MP3 ก็ได้เช่นกัน โดยโปรแกรมที่อยากแนะนำคือ Audacity ซึ่งเป็นโปรแกรมแบบ ฟรีซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็น open source software สำหรับบันทึกเสียง และปรับแต่งเสียงซึ่งทำงานได้บน  Mac OS X, Microsoft Windows และ GNU/Linux ซึ่งทำงานได้ดีมากเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

วิเคราะห์ Apple Switch IBM to Intel.

เป็นข่าวใหญ่อีกข่าวแล้ว สำหรับโลกของไอที หลังจาก IBM ขาย PC Think Family Division ให้กับ Lenovo และ Adobe ซื้อ Macromedia

คราวนี้ Apple ผู้ผลิต Personal Conputer ภายใต้ชื่อว่า Macintosh หรือเรียกสั้นๆ ว่า Mac โดยใช้ระบบ Operating Systems ในชื่อว่า Mac OS ซึ่งในรุ่นปัจจุบันที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ Mac OS X Tiger ซึ่ง X (อ่านว่า “เท็น” อ่านตามภาษาโรมัน) นั้นก็คือ 10 หรือรุ่นที่ 10 และ Tiger คือ Codename ในการพัฒนา ซึ่งอยู่ในสายการผลิตที่ 10.4 นั้นเอง

หลังจากการเปิดตัว Mac OS X Tiger มาไม่นาน โดยพัฒนาการอย่างยาวนานโดยใช้ฐานการพัฒนาจาก BSD Base ซึ่งเป็นกลุ่มของ Operating Systems ของฝ่าย OpenSource Software นั้นเอง

ในความคิดของผมนั้น การที่ Apple ย้ายการใช้ Chip จากผู้ผลิตอย่าง IBM มาเป็น Intel แถมด้วยสถาปัตยกรรม x86 อีกต่างหากเนี่ยน่าจะเป็นหลายปัจจัยด้วยกัน อย่างแรกคือในตอนนี้ Apple นั้นได้รับผลกระทบต่อการล่าช้าของการออกสินค้ารุ่นใหม่ๆ ของ IBM รุ่น PowerPC G5 นั้นเอง การไม่สามารถ หรือไม่เร่งพัฒนาความสามารถหรือความเร็วในการทำงานของ G5 ได้ตามที่ Apple ต้องการประกอบกับการใช้พลังงานของตัวระบบที่นำมาสนับสนุนที่มาก รวมถึงความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ไม่สามารถนำมาใส่ใน PowerBook รุ่นต่อไปได้ ทำให้ Apple น่าจะเห็นทางตันในการนำ G5 ของ IBM มาพัฒนาต่อหรือทำให้ใช้งานได้ทั้ง Desktop, Server, Laptop และ Mobile Portable อื่นๆ ในอนาคต เพราะผมคาดว่า Apple น่าจะทำ Tablet PC หรืออุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กๆ ออกมานอกเหนือจาก iPod และ PowerBook/iBook คาดว่าน่าจะได้เห็น PDA จาก Apple ในเร็วๆ นี้ เพราะตอนนี้ตลาด MP3 Player ที่มี iPod เป็นหัวเรือใหญ่นั้น เริ่มถึงจุดคุ้มทุน รวมถึงอิ่มตัวในด้านเทคโนโลยีในอีกไม่นานนี้แล้ว ซึ่ง Apple อาจจะกำลังหาสิ่งใหม่ๆ ที่มากระชากตลาดอีกครั้ง ไม่แบบ Think Different นั้นเอง

แต่ Apple ไม่ใช่ PC ที่ใครๆ ก็เอา Windows มายัดลงไป หรือเอา Mac OS X ไปยัดใส่ PC ธรรมดาได้ง่ายๆ ผมคาดว่า Apple จะทำ ระบบ Hardware ต่างๆ แบบระบบปิดเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยน CPU และรับบการทำงานร่วมกันไปในทางที่ดีขึ้นโดยไม่ปล่อยให้เกิด Mac Clone เกิดขึ้น เพราะ Apple มีจุดเด่นที่มี Hardware ที่เป็นระบบปิด ได้รับการพัฒนาเฉพาะแบบ เพื่อ Mac OS จะได้ทำงานได้อย่างราบรื่น และไม่มีปัญหาแบบ Driver ร้อยพ่อพันแม่้ แบบ Windows แล้วทำให้ ระบบ OS ล่มไป ซึ่งทำให้ระบบ System มีความเสถียรภาพ หมดปัญหาการเข้ากันไม่ได้ของ Hardware ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านของ PC ทั่วไปเจอ แล้ว Apple มีระบบ Opersting System (OS) ที่ดี และเข้าใจง่ายตรงไปตรงมา มีโปรแกรมที่ทำงานร่วมกับระบบ OS ที่ดี และใช้งานง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ผมยังไม่เชื่อว่า Apple ที่เป็นผู้ผลิต Hardware แล่้วขายพ่วง Software ราคาถูกเพื่อให้ผู้ใช้ซื้อ Hardare ที่มีราคสูง และมีประสิทธิภาพสูง ไปใช้ แล้วจะกระโดดมาทำแต่ Software หรืออุปกรณ์เสริม อย่างที่หลายๆ คนคิด

แต่ที่แน่ๆ ความเป็น Apple นั้นก็ยังคงเป็น Apple อยู่ รูปลักษณ์ของตัว Hardware ที่ดูโดดเ่ด่นกว่าผู้ผลิตรายอื่นเป็นสิ่งที่ได้เปรียบอย่างมากในการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ โดยคนที่ใช้ Mac บางกลุ่มซื้อมาใช้งานและติดใจนั้น ในครั้งแรก ซื้อเพราะ “สวย ทันสมัย เท่” มาก่อน ซึ่งนี่เป็นเหมือนเอกลักษณ์ ในจุดหนึ่งเลยทีเดียว

อีกเรื่องที่ผมเพิ่งคิดออก

การที่ Apple ย้ายการใช้งาน CPU จาก IBM มา Intel น่าจะมาจากต้นทุนการผลิตตัวสินค้า ผมว่า Apple ต้องการแข่งขันในตลาดไปในทางที่ดีกว่านี้ ตอนนี้ Apple ไม่ต้องการขายแค่ Stable หรือเสถียรภาพอย่างเดียวแล้ว Apple มองกว่า ยิ่งคนใช้ iPod มากเท่าไหร่ ก็อยากจะมาใช้ Mac มาเท่านั้น จากข่าวเก่าๆ ก็เห็นว่าคนใช้ Mac มากขึ้นเพรา iPod แต่ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ซื้อนั้นติดที่ราคาค่าตัวของ Mac ที่สูงกว่า PC ทั่วๆ ไปอยู่พอสมควรทีเดียว

ทำไมผมมองว่า iPod คือตัวชูโรง ผมอยากให้มองแบบนี้ว่า iPod คือเครื่องเล่นเพลง คนฟังเพลงมากกว่าคนใช้คอมพิวเตอร์มากครับ การที่ iPod มีส่วนแบ่งมากถึง 70% ในตอนนี้ (07/06/2005) นั้น ถ้าสินค้าที่ต่อพ่วงกับ iPod นั้นคือ Mac นั้นหมายถึงการเข้ากันได้ของตัวสินค้า คลายๆ กับ Sony นั้นหล่ะครับ ถ้า Mac ราคาถูกลงอย่างน้อยๆ สักลงมาสัก 60% – 75% ของราคาปัจจุบัน น่าจะมีการตัดสินใจซื้อมากขึ้นด้วยซ้ำไป ผมไม่คิดว่ากำไรจะน้อยลง แต่มากขึ้นด้วยเพราะต้นทุนลดลง ทำใ้หลดราคาลงมาได้อีกนี่เป็นผลดีกับ Apple เองครับ

แล้วสำหรับผู้ใช้เก่าๆ นั้นผมคิดว่ามากกว่า 80% คงทำใจได้ เพราะส่วนใหญ่ที่ใช้ก็ไม่ได้คิดว่ามันคือ PowerPC G5 จาก IBM หรือ Pentuim 4 จาก Intel ถ้าทุกๆ อย่างที่เคยใช้ หรือทำงานมันเหมือนๆ กันทุกอย่างไม่ต่างกัน เสถียรภาพเท่าเิดิม เหมือนตอน Motolora มา IBM ผมว่าทุกอย่างย่อมกลับเข้าที่เข้าทางของมันเองในไม่ช้าครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องของการผลิต ยังไงคนใช้ก็ต้องใช้กันต่อไป

ถ้าเสือมันตระคุบเหยื่อได้อย่างที่เสือทำกันมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่แล้ว มันก็คือเสือ ไม่ใช่แมว ….. ;)