Google


Tag Archive for 'Intel'

Core Duo แตกต่างกับ Core 2 Duo อย่างไร

เรื่องนี้คงเอาคราว ๆ พอ ไม่ได้ลึกมากมาย แต่ถ้าใครอยากได้ลึกถึงรายละเอียดกว่าที่ผมเขียน ก็เข้าไปอ่านตามลิงส์ที่ผมทำไว้เพื่อเพิ่มรายละเอียดได้ครับ

ใครที่ไม่ทราบเรื่อง Hardware ใน Computer มากนักแนะนำให้หาข้อมูลเพิ่มตาม ลิงส์ที่มีอยู่นะครับ 

ข้อแตกต่างของคำว่า Solo กับ Duo ก็คือ Solo เป็น CPU แบบ Single Core และ Duo เป็น CPU แบบ Dual Core โดยถ้าใน Intel Core 2 Solo จะไม่มีคุณสมบัติ Intel Advanced Smart Cache (การแชร์ L2 cache เพื่อใช้งานร่วมกันของ Core CPU ใน Multi-core CPU) ส่วนนอกนั้นมันก็เหมือน ๆ กัน [Core Solo and Core Duo]

Core 2 Duo เป็น Hybrid CPU ระหว่าง 32bit และ 64bit CPU มันคงไม่เพียว ๆ แบบ Itanium เพราะ Core 2 Duo มันเป็นทั้ง x86 (32bit เดิม) และ x86-64 (EM64T) โดย Core 2 Duo ที่ใส่ใน Notebook มี codename ว่า Merom เป็นใช้สถาปัตยกรรมแบบ Intel Core microarchitecture โดยผลิตแบบ Dual Core และเทคโนโลยีแบบ 65 nm, เพิ่ม Supplemental Streaming SIMD Extension 3 (SSSE3) เข้ามาในชุดคำสั่งบน CPU ด้วย โดยเพิ่มขึ้นมาอีก 16 ชุดคำสั่ง และยังได้เพิ่ม Intel Advanced Smart Cache เพื่อเข้ามาช่วยจัดการข้อมูลใน L2 Cache ที่แชร์การใช้งานกันอยู่ และมีอย่างอื่นอีกเช่น Intel Wide Dynamic Execution, Intel Intelligent Power Capability, Intel Smart Memory Access และ Intel Advanced Digital Media Boost เป็นต้น ส่วนอื่น ๆ อ่านที่ Intel : Inside Intel Core™ Microarchitecture Setting New Standards for Energy-Efficient Performance ครับ

ส่วน Core Duo ที่มี codename ว่า Yonah ใช้ Pentium M microarchitecture แต่ดันใช้ชื่อ Intel Core ให้สับสนกันเล่น ๆ ซะงั้นอ่ะ ซึ่งเป็นการ Rebranding ตัว Pentuim M ใหม่ และให้มีความเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยนั้นก็คือเปลี่ยนการผลิตจาก 90nm ใน codename Dothan มาเป็น 65nm และเพิ่ม SSE3 ลงไปใน CPU codename ดังกล่าว แถมด้วยเพิ่ม L2 Cache บ้างในบางรุ่น (ส่วนใหญ่จะรุ่นสูง ๆ ) ซึ่ง L2 Cache ที่อยู่ในรุ่น Core Duo นั้นไม่ได้ใช้ Intel Advanced Smart Cache ซึ่งทำให้ L2 Cache นั้นถูกแยกออกมาใช้ในแต่ละ Core Processor ทำให้เกิดการดึงข้อมูลซ้ำซ้อนกันได้ ซึ่งก็ต้องถูกแก้ปัญหานี้โดยใช้ Intel Advanced Smart Cache ในสถาปัตยกรรมแบบ Intel Core microarchitecture นั้นเอง ซึ่งเจ้า Core Duo นั้นก็ยังคงมีความเป็น Pentium M microarchitecture มากกว่า Intel Core microarchitecture อยู่ดี

โดยสรุปได้ย่อ ๆ ว่าสิ่งที่แยกระหว่าง Pentium M microarchitecture และ Intel Core microarchitecture คือ EM64TSSSE3 , Intel Advanced Smart Cache, Intel Wide Dynamic Execution, Intel Intelligent Power Capability, Intel Smart Memory Access และ Intel Advanced Digital Media Boost เป็นต้น

รายละเอียดความแตกต่างของทั้ง Intel Core Solo/Duo และ Intel Core 2 Solo/Duo มีดังนี้

Core Solo/Duo

  • Support CPU Speeds: 1.06 GHz - 2.33 GHz
  • Support FSB Speeds: QDR FSB 133Mhz - 166MHz  ~ FSB 533Mhz - 667Mhz
  • Implementation Mobile
    - 478pins µFCPGA - Socket M (Socket479)
    -
    479balls µFCBGA - Soldered on mainboard
  • Instruction set Yonah: RISC - IA32 - XD - MMX - SSE - SSE2 - SSE3
  • Cache : L1 64KB, L2 2MB (Independent L2 Cache)

Core 2 Solo/Duo

  • Support CPU Speeds: 1.60 GHz - 2.93 GHz
  • Implementation Desktop
    - 775lands FC-LGA4 - Socket775
  • Implementation Server (Xeon Brand)
    - 775lands FC-LGA4 - Socket775 (Uniprocessor Socket775)
    - 771lands FC-LGA4 - SocketJ (LGA771, Dualprocessor Socket J และ Multiprocessor Socket J)
  • Implementation Mobile
    - 478pins µFCPGA - Socket M (Socket479)
    -
    479balls µFCBGA - Soldered on mainboard
  • Support FSB Speeds: QDR FSB 133Mhz - 166MHz  ~ FSB 533Mhz - 800Mhz
  • Instruction set Merom: RISC - IA32 - EM64T - XD - MMX - SSE - SSE2 - SSE3 - SSSE3
  • Cache : L1 64KB, L2 2MB - 4MB (Intel Advanced Smart Cache, Maximum 8MB in Xeon Brand)
  • New Technology, Intel Advanced Smart Cache, Intel Wide Dynamic Execution, Intel Intelligent Power Capability, Intel Smart Memory Access และ Intel Advanced Digital Media Boost เป็นต้น

อ้างอิงจาก

ทำไมนะ Apple ถึงไม่ใช้ AMD ?

จากที่ได้อ่านเรื่อง Intel isn’t the only game in town “Why Not AMD ?” ในหนังสือ Mac World ฉบับมกราคม 2005 เมื่อกี้นี้ ได้อ่านบทวิเคราะห์ในเรื่องของการที่ Apple ไม่ใช้ Chip CPU Intel ว่า

“Jobs has a clear goal in mind: innovative design. And such designs require ultralow-voltage chips, which IBM and Freescale weren’t going to make with the PwerPC ship core and which AMD has not yet perfected”

แปลประมาณว่า jobs เนี้ยต้องการ Chip ที่ Design ในลักษณะ ultralow-voltage ซึ่ง IBM เองนั้นไม่สามารถทำให้ได้ และ AMD ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบพอ

และยังต่ออีกว่า “นี่เป็นความเหมาะสมในทางปฎิบัติ ซึ่งต้องทำอย่างจิงจัง โดยการตัดสินใจของ Jobs เอง”

โดยในงาน IDC (Intel Developer Con.) นั้นทาง Intel ได้บ่งบอกถึงสายการผลิตที่สมบูรณ์ของ chip ที่ใช้พลังงานต่ำ (low-power) ที่ใช้ในตลาด mobile และ computer ขนาดเล็ก

Jobs นั้น ก็ชอบ AMD ในเรื่องของการใส่คุณสมบัติต่างๆ มากมาย ใน road map แต่ว่า นั้นก็ทำให้เกิดปัญหาที่มองข้ามไม่ได้คือ “ทุกๆ อย่างที่อยู่ใน road map ต้องเป็นไปได้ทั้งหมด” และในอนาคตอันใกล้นี้ AMD ก็ยังไม่สามารถออก low-voltage และ ultralow-voltage processors ได้แน่นอน ซึ่ง AMD ยังต้องพัฒนา chip ที่ทำงานได้ในสถาพการใช้พลังงานที่ต่ำแบบเดียวกับ Pentium M และรวมไปถึงการที่สามารถขายในราคาที่ยอมรับได้ด้วย และต้องมีทรัพยากรที่เพียงพอต่อการรับ load การผลิตที่สูงๆ ได้ตามที่ตลาดของ Apple ต้องการ

โดยตัวเลือกจาก Intel ที่ Apple ได้เลือกในตอนนี้คือ Yonah ที่เป้น low-power/dual core ship ที่เอามาใช้สำหรับ Notebook โดย Yonah นั้นจะจำหน่ายในปี 2006

“Yonah นั้นมีสิ่งที่เหมาะสมกับ Apple โดยที่ Yonah นั้นจะเป็นตัวจักรสำคัญให้กับกับ Apple notebook ได้ ซึ่ง AMD นั้นยังคงกำลังพัฒนา low-power, dual core chip ที่บาง และเล็ก เพื่อใช้ใน notebook อยู่ แถมก็ยังไม่ได้บอกว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะสำเร็จ แต่ว่า Yonah นั้นเป็น x86 Architecture ซึ่ง Apple ต้องทำให้ softwae ที่ทำงานบน x86 Architecture ได้อย่างสมบูรณ์เสียก่อนด้วย” Kevin Krewell, editor in chief of Microprocessor Report กล่าว

ในด้าน Performance นั้น Intel และ AMD นั้น ในการต่อสู้กับในตลาดมายาวนาน ดูเหมือนจะพลัดกันแพ้ชนะมาเรื่อย และบริษัททั้งสองก็มี dual core chip ที่มีความร้อนสูงอยู่ และแถมยังไม่สามารถทำความเร็ว clock speed ได้สูงไปกว่าที่เป็นอยู่ได้มาเป็นเวลานานแล้ว

ซึ่ง Intel จะจัดการกับปัญหานี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2006 นี้ โดยจะเป็น low-power, dual-core chips โดยที่ Brookwook จาก Intel ยืนยันหนักแน่นว่าจะใช้พลังงานที่ต่ำกว่าเดิม และมี performance มากขึ้น แต่จะไม่ปรับ Mhz ให้สูงขึ้น

โดยที่ “Intel ได้เลิกความคิดในเรื่องของสงครามตัวเลข Mhz ไปแล้ว และมันคงเป็นสิ่งที่ Jobs ต้องการได้ยิน ซึ่ง Jobs คงไม่ต้องการได้ยินการลดความเร็ว clock speed ของ Intel มากกว่าที่ PowerPC ได้ทำไว้” Brookwook จาก Intel ได้กล่าวไว้ และทิ้งท้ายไว้ว่า “Application performance ของ Mac นั้น คงไม่ต้องการ chip ที่มีความเร็วต่ำกว่าที่ควรจะเป็น”

มันเป็นไปได้ไหมว่าว่า Apple อาจจะใช้ AMD Processor ในอนาคต หลังจากที่ Transition ไป x86 Architecture แล้ว ? นาย Brookwood ได้กล่าวว่า “สำหรับ Apple แล้วนั้น การที่จะย้ายไป AMD นั้น ทาง AMD ต้องมี low-power chip เสียก่อน ซึ่ง Intel ของเรานั้นมี สินค้าในส่วนที่ ที่มีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ อยู่แล้ว และคงเป็นการยากที่จะทำในหลายๆ เรื่อง”

Yonah มีอะไรน่าสนใจบ้าง ? ….. (รายละเอียดเบื้องต้น)

Intel แสดง roadmap และราคาของ Yonah ทั้งรุ่นทั่วไป และแบบ low/ultra low voltage

เรามาทำความเข้าศัพท์เล็กน้อยกันก่อน สำหรับ Single core นั้น Intel จะเรียกว่า Core Solo ส่วน ถ้าเป็น Dual Core จะเรียนกว่า Core Duo ครับ

ใน Intel road map ได้แสดงให้เห็นว่าในมกราคมปี 2006 Yonah จะออกสู่สายการผลิต ซึ่งเป็น core แบบ 65nm, แต่ยังคงทำงานบน 32bit architecture และมีทุกๆ รุ่นมี L2 Cache ที่ 2MB และมี FSB (Front Side Bus) ที่ 667Mhz สำหรับรุ่นทั่วไปและ low voltage ส่วน ultra low voltage จะมี FSB ที่ 553Mhz ซึ่ง Yonah ที่จะออกทั้งปีนี้มีดังนี้ครับ

ที่ 667MHz FSB รุ่นทั่วไป จะมี
* T1700 (x60) คือความเร็ว 2.33GHz (dual core) ออกไตรมาศที่ 2 ของปี 06
* T1600 (x50) คือความเร็ว 2.16GHz (dual core) ออกมกราคมปี 06
* T1500 (x40) คือความเร็ว 2.00GHz (dual core) ออกมกราคมปี 06
* T1400 (x30) คือความเร็ว 1.83GHz (dual core) ออกมกราคมปี 06
* T1300 (x20) คือความเร็ว 1.66GHz (dual core) ออกมกราคมปี 06
* 766 คือความเร็ว 1.83GHz (single core) ออกไตรมาศที่ 2 ของปี 06
* 756 คือความเร็ว 1.66GHz (single core) ออกมกราคมปี 06

ที่ 667MHz FSB รุ่น low voltage จะมี
* L1500 (x58) คือความเร็ว 1.83GHz (dual core) ออกไตรมาศที่ 2 ของปี 06
* L1400 (x48) คือความเร็ว 1.66GHz (dual core) ออกมกราคมปี 06
* L1300 (x38) คือความเร็ว 1.50GHz (dual core) ออกมกราคมปี 06

ที่ 533MHz FSB รุ่น ultra low voltage จะมี
* U1500 คือความเร็ว 1.06GHz (dual core) ออกไตรมาศที่ 2 ของปี 06
* 1200 คือความเร็ว 1.2GHz (single core) ออกปลายปี 06
* 1100 คือความเร็ว 1.06GHz (single core) ออกปลายปี 06

โดยจะมาใน Platform ที่เป็น code name ว่า Napa ซึ่งเป็น code name ของ centrino ใหม่ของ Intel ที่จะมาแทน Sonoma

ซึ่งจากแหล่งข่าว และคำกล่าวของ Intel ให้บอกไว้ว่า Yonah นั้นจะมี Performance per Watt ที่สูงกว่า P4 รุ่น D พอสมควร ในสัญญาณนาฬิกาเดียวกัน

ส่วนปลายปี เราจะได้เจอกับ mobile dual core ที่ทำงานบน 64bit architecture ที่ชื่อว่า Merom Processor โดยข้อมูลคราวๆ มีดังนี้
- core แบบ 65nm
- dual core (มันแน่นอนอยู่แล้ว)
- EM64T (ชื่อเรียก CPU 64bit ของ Intel)
- FSB 667Mhz
- L2 Cache ขนาด 4Mb ( ^O^ โอ้วว เยอะจริงๆ )

โดยจะมาใน Platform ที่เป็น code name ว่า Conroe ซึ่งเป็น code name ของ centrino ใหม่ของ Intel ที่จะมาแทน Napa

ซึ่งตอนนี้ notebook ตัวแรกที่ประกาศใช้ Yonah และเดินสายการผลิต เป็นยี่ห้อ NEC ไปแล้วครับ และจะเปิดจำหน่ายในเดือนนี้เช่นกัน ไม่รู้ว่า Apple จะทำยังไงต่อไป

อ้างอิงจาก
- http://www.neoseeker.com/news/story/5275/Intel%20prices%20up%2065nm%20dual,%20single-core%20′Yonah’
- http://www.intel.com
- http://www.blognone.com

วิเคราะห์ Apple Switch IBM to Intel.

เป็นข่าวใหญ่อีกข่าวแล้ว สำหรับโลกของไอที หลังจาก IBM ขาย PC Think Family Division ให้กับ Lenovo และ Adobe ซื้อ Macromedia

คราวนี้ Apple ผู้ผลิต Personal Conputer ภายใต้ชื่อว่า Macintosh หรือเรียกสั้นๆ ว่า Mac โดยใช้ระบบ Operating Systems ในชื่อว่า Mac OS ซึ่งในรุ่นปัจจุบันที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ Mac OS X Tiger ซึ่ง X (อ่านว่า “เท็น” อ่านตามภาษาโรมัน) นั้นก็คือ 10 หรือรุ่นที่ 10 และ Tiger คือ Codename ในการพัฒนา ซึ่งอยู่ในสายการผลิตที่ 10.4 นั้นเอง

หลังจากการเปิดตัว Mac OS X Tiger มาไม่นาน โดยพัฒนาการอย่างยาวนานโดยใช้ฐานการพัฒนาจาก BSD Base ซึ่งเป็นกลุ่มของ Operating Systems ของฝ่าย OpenSource Software นั้นเอง

ในความคิดของผมนั้น การที่ Apple ย้ายการใช้ Chip จากผู้ผลิตอย่าง IBM มาเป็น Intel แถมด้วยสถาปัตยกรรม x86 อีกต่างหากเนี่ยน่าจะเป็นหลายปัจจัยด้วยกัน อย่างแรกคือในตอนนี้ Apple นั้นได้รับผลกระทบต่อการล่าช้าของการออกสินค้ารุ่นใหม่ๆ ของ IBM รุ่น PowerPC G5 นั้นเอง การไม่สามารถ หรือไม่เร่งพัฒนาความสามารถหรือความเร็วในการทำงานของ G5 ได้ตามที่ Apple ต้องการประกอบกับการใช้พลังงานของตัวระบบที่นำมาสนับสนุนที่มาก รวมถึงความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ไม่สามารถนำมาใส่ใน PowerBook รุ่นต่อไปได้ ทำให้ Apple น่าจะเห็นทางตันในการนำ G5 ของ IBM มาพัฒนาต่อหรือทำให้ใช้งานได้ทั้ง Desktop, Server, Laptop และ Mobile Portable อื่นๆ ในอนาคต เพราะผมคาดว่า Apple น่าจะทำ Tablet PC หรืออุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กๆ ออกมานอกเหนือจาก iPod และ PowerBook/iBook คาดว่าน่าจะได้เห็น PDA จาก Apple ในเร็วๆ นี้ เพราะตอนนี้ตลาด MP3 Player ที่มี iPod เป็นหัวเรือใหญ่นั้น เริ่มถึงจุดคุ้มทุน รวมถึงอิ่มตัวในด้านเทคโนโลยีในอีกไม่นานนี้แล้ว ซึ่ง Apple อาจจะกำลังหาสิ่งใหม่ๆ ที่มากระชากตลาดอีกครั้ง ไม่แบบ Think Different นั้นเอง

แต่ Apple ไม่ใช่ PC ที่ใครๆ ก็เอา Windows มายัดลงไป หรือเอา Mac OS X ไปยัดใส่ PC ธรรมดาได้ง่ายๆ ผมคาดว่า Apple จะทำ ระบบ Hardware ต่างๆ แบบระบบปิดเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยน CPU และรับบการทำงานร่วมกันไปในทางที่ดีขึ้นโดยไม่ปล่อยให้เกิด Mac Clone เกิดขึ้น เพราะ Apple มีจุดเด่นที่มี Hardware ที่เป็นระบบปิด ได้รับการพัฒนาเฉพาะแบบ เพื่อ Mac OS จะได้ทำงานได้อย่างราบรื่น และไม่มีปัญหาแบบ Driver ร้อยพ่อพันแม่้ แบบ Windows แล้วทำให้ ระบบ OS ล่มไป ซึ่งทำให้ระบบ System มีความเสถียรภาพ หมดปัญหาการเข้ากันไม่ได้ของ Hardware ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านของ PC ทั่วไปเจอ แล้ว Apple มีระบบ Opersting System (OS) ที่ดี และเข้าใจง่ายตรงไปตรงมา มีโปรแกรมที่ทำงานร่วมกับระบบ OS ที่ดี และใช้งานง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ผมยังไม่เชื่อว่า Apple ที่เป็นผู้ผลิต Hardware แล่้วขายพ่วง Software ราคาถูกเพื่อให้ผู้ใช้ซื้อ Hardare ที่มีราคสูง และมีประสิทธิภาพสูง ไปใช้ แล้วจะกระโดดมาทำแต่ Software หรืออุปกรณ์เสริม อย่างที่หลายๆ คนคิด

แต่ที่แน่ๆ ความเป็น Apple นั้นก็ยังคงเป็น Apple อยู่ รูปลักษณ์ของตัว Hardware ที่ดูโดดเ่ด่นกว่าผู้ผลิตรายอื่นเป็นสิ่งที่ได้เปรียบอย่างมากในการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ โดยคนที่ใช้ Mac บางกลุ่มซื้อมาใช้งานและติดใจนั้น ในครั้งแรก ซื้อเพราะ “สวย ทันสมัย เท่” มาก่อน ซึ่งนี่เป็นเหมือนเอกลักษณ์ ในจุดหนึ่งเลยทีเดียว

อีกเรื่องที่ผมเพิ่งคิดออก

การที่ Apple ย้ายการใช้งาน CPU จาก IBM มา Intel น่าจะมาจากต้นทุนการผลิตตัวสินค้า ผมว่า Apple ต้องการแข่งขันในตลาดไปในทางที่ดีกว่านี้ ตอนนี้ Apple ไม่ต้องการขายแค่ Stable หรือเสถียรภาพอย่างเดียวแล้ว Apple มองกว่า ยิ่งคนใช้ iPod มากเท่าไหร่ ก็อยากจะมาใช้ Mac มาเท่านั้น จากข่าวเก่าๆ ก็เห็นว่าคนใช้ Mac มากขึ้นเพรา iPod แต่ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ซื้อนั้นติดที่ราคาค่าตัวของ Mac ที่สูงกว่า PC ทั่วๆ ไปอยู่พอสมควรทีเดียว

ทำไมผมมองว่า iPod คือตัวชูโรง ผมอยากให้มองแบบนี้ว่า iPod คือเครื่องเล่นเพลง คนฟังเพลงมากกว่าคนใช้คอมพิวเตอร์มากครับ การที่ iPod มีส่วนแบ่งมากถึง 70% ในตอนนี้ (07/06/2005) นั้น ถ้าสินค้าที่ต่อพ่วงกับ iPod นั้นคือ Mac นั้นหมายถึงการเข้ากันได้ของตัวสินค้า คลายๆ กับ Sony นั้นหล่ะครับ ถ้า Mac ราคาถูกลงอย่างน้อยๆ สักลงมาสัก 60% - 75% ของราคาปัจจุบัน น่าจะมีการตัดสินใจซื้อมากขึ้นด้วยซ้ำไป ผมไม่คิดว่ากำไรจะน้อยลง แต่มากขึ้นด้วยเพราะต้นทุนลดลง ทำใ้หลดราคาลงมาได้อีกนี่เป็นผลดีกับ Apple เองครับ

แล้วสำหรับผู้ใช้เก่าๆ นั้นผมคิดว่ามากกว่า 80% คงทำใจได้ เพราะส่วนใหญ่ที่ใช้ก็ไม่ได้คิดว่ามันคือ PowerPC G5 จาก IBM หรือ Pentuim 4 จาก Intel ถ้าทุกๆ อย่างที่เคยใช้ หรือทำงานมันเหมือนๆ กันทุกอย่างไม่ต่างกัน เสถียรภาพเท่าเิดิม เหมือนตอน Motolora มา IBM ผมว่าทุกอย่างย่อมกลับเข้าที่เข้าทางของมันเองในไม่ช้าครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องของการผลิต ยังไงคนใช้ก็ต้องใช้กันต่อไป

ถ้าเสือมันตระคุบเหยื่อได้อย่างที่เสือทำกันมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่แล้ว มันก็คือเสือ ไม่ใช่แมว ….. ;)

จาก Yahoo News เรื่อง Apple Announces Switch to Intel Chips

อะไร ๆ บนโลกนี้ก็เป็นไปได้ Everythings is possible.

จากข่าว

Apple Announces Switch to Intel Chips

มันกลายเป็นจริงเสียแล้ว ลองดูรูปที่ http://news.yahoo.com/photos/sm/events/tc/101603apple/p:1

เห็นแล้วอึ่ง ๆ เล็ก ๆ กับการที่ Mac OS X Tiger 1.4.1 มัน ทำงานบน Pentuim 4 นี่ดิ แหม ทำไปได้ …..

จากเว็บ Apple เองเลยครับ

Apple to Use Intel Microprocessors Beginning in 2006

http://www.apple.com/pr/library/2005/jun/06intel.html

ไว้ถ้ามีเวลาจะบอกเล่าให้ฟังแล้วกัน ไปนอนดีกว่า …..

“Brand Loyalty” สร้างยี่ห้อ ด้วยอารมณ์ ?

นี่เป็นเรื่องที่ผมอยากบอกกล่าวคนหลาย ๆ ในเรื่องนี้มานานมาแล้วหล่ะครับ ในเรื่องของการจงรักภักดี หรือการซื่อสัตย์ ต่อยี่ห้อสินค้า หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “Brand Loyalty” นั้นเอง

จริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่เก่าเก็บ หรือเรื่องที่ต้องมานั่งบอกกล่าวกันมากมายนัก แต่ที่อยากจะบอก หรือพูดในวันนี้นั้น น่าจะเป็นที่การมองคนใช้งาน หรือซื้อสินค้าโดยใช้คำว่า การซื่อสัตย์ต่อยี่ห้อ หรือ Brand Loyalty (ต่อไปขอใช้ Brand Loyalty แทนคำว่า การซื่อสัตย์ต่อยี่ห้อ หรือตัวสินค้า นะครับ) เข้ามาเป็นตัวตัดสินการซื้อแทน การตัดสินที่ความคุ้มค่าของราคาต่อประสิทธิภาพ หรือความคุ้มค่าในด้านอื่นๆ ในราคาที่ถูกกว่า

โดยมากแล้วคนที่มองเค้าที่ใช้การตัดสินใจโดย Brand Loyalty นั้น มักถูกมองเป็นคนโง่ หรือเหยื่อของนักการตลาด ใช่ไหมครับ ?

เอาหล่ะ ทุกคนมีสิทธิที่จะคิดครับ แต่ว่าเรามองในมุมในการสร้าง Brand Loyalty ก่อนดีกว่า ….

การที่จะสร้าง หรือปลุกเมล็ดพันธุ์ ของชื่อยี่ห้อหรือสินค้าลงในสมองของผู้ซื้อ หรือผู้ใช่งานนั้น ให้นึกถึงทุก ๆ ครั้งที่เค้าต้องการซื้อหรือแนะนำ รวมถึงการใช้งานนั้น ยากครับ การสร้างสิ่งเหล่านี้ได้นั้น ต้องมีปัจจัยมากมาย แต่ผมขอยกตัวอย่างมาง่ายๆ และหลักๆ สัก 2 - 3 อย่างก่อน ผมไม่ขออ้างอิงหลักการทางววิชาการมองนักเพราะว่าเขียนมาด้วยความรู้สึก และการสังเกตของตนเองครับ

ในการสร้างยี่ห้ออย่างแรกนั้น ทุก ๆ ที่มักจะยึดกันอยู่แล้ว แต่ทำได้ยากมากครับนั้นคือการสร้าง “ความซื่อสัตย์” ต่อลูกค้า ให้ข้อมูลที่ถูกต้องของตัวสินค้าที่จะขายได้อย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินใจในเรื่องของการสั่งซื้อ หรือการขอรับบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะด้านเล็กหรือใหญ่ โดยไม่ออดอ้อน ต่อความผิดของตนเอง และตัวลูกค้าเองด้วย เมื่อสินค้าและบริการ เกิดความผิดพลาด ก็น้อมรับต่อความผิดพลาด และปรับปรุงแก้ไขไม่ว่าจะด้านใด ด้านหนึ่ง ซึ่งยังผลต่อมาในเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” เมื่อลูกค้าได้รับการบริการที่ซื่อสัตย์แล้วนั้นย่อมทำให้เชื่อมั่นว่าจะได้รับการบริการที่ดียิ่ง ไม่ว่าคุณจะใส่กางกางขาก๋วย หรือขาสั้น เข้าไปรับบริการ โดยได้รับการบริการดังเช่นเดียวกับคนใส่สูธ ผูกเน็ตไทร์ เพื่อซื้อสินค้าของเค้าออกมา เมื่อความเชื่อมั่นได้ถูกปลุกขึ้น ในครั้งต่อไปเค้าจะมี “ความระลึกถึง” ต่อการซื้อสินค้า และบริการของสินค้านั้น ๆ ต่อ ๆ ไป นี่ยังไม่พอยังเป็นการสร้างโครงข่ายโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกด้วย กล่าวคือ เมื่อลูกค้านั้น ระลึกถึงตัวสินค้า หรือยี่ห้อนั้นๆ แล้ว ย่อมอยากจะแนะนำเพื่อน ๆ หรือบุคคลที่ตนเองรู้จักได้ใช้งาน หรือรับบริการที่ดีเช่นเดียวกับตนด้วย เมื่อได้รับการร้องขอ หรือสอบถามก็มักจะแนะนำยี่ห้อที่ตนเองนั้นใช้แล้วดี ใช้แล้วไม่ประสบปัญหาในการซื้อ หรือรับบริการหลังการขายย่อมแนะนำต่อ ๆ ไปเรื่อยๆ จนขยายวงกว้างมากขึ้น …..

เรื่องของ Brand Loyalty นั้นเหมือนเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลนั้น ๆ ด้วย บางคนอาจหมายรวม รสนิยม ความพึ่งพอใจในสินค้า และยี่ห้อด้วย ซึ่งเมื่อตัว Brand Loyalty ขยายวงมากขึ้นเกิดการรวมตัวกัน เกิดพลังในการช่วยเหลือกันเองของลูกค้า หรือความคิดรวมหมู่ในตัวสินค้านั้น ๆ แล้วมักทำให้สินค้านั้น ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก และเจ้าของสินค้านั้น ๆ เหมือนมีกำแพงกันชนระหว่างผู้ใช้กับตัวยี่ห้อสินค้านั้น ๆ คือตัวผู้ใช้ที่มี Brand Loyalty อยู่ในใจอยู่แล้ว ทำให้มีการแนะนำ และช่วยแก้ไขปัญหาในการผู้ใช้หน้าใหม่ ๆ โดยบุคคลที่เข้ามาแก้ไขปัญหานั้นๆ ไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัท หรือเจ้าของสินค้านั้น ๆ แต่ประการใด แต่เข้ามาช่วยเหลือเหล่าคนที่ใช้ หรือมีรสนิยมเดียวกันให้สามารถผ่านพ้นปัญหาของส่วนต่างๆ ของตัวสินค้าและบริการนั้น ๆ

ซึ่งเมื่อเกิด Brand Loyalty หรือกลุ่มคนที่มีใจต่อยี่ห้อมาก ๆ แล้วเนี่ยสิ่งที่ตามมาคือสร้างคุณค่า ให้คงอยู่กับสินค้านั้นๆ ดังจะเห็นได้ว่าสินค้านั้น ๆ จะราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น รวมถึงมีบริการต่าง ๆ ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ และอาจจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ด้วย เพื่อมัดใจ มัดความรู้สึกต่อสินค้าเอาไว้ อีกอย่างคือเมื่อสินค้าราคาสูงขึ้นแล้ว คุณภาพต้องดี ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ผลิตก็มักจะทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดผลเสีย หรือเกิดประวัติที่ไม่ดีต่อสินค้าหรือยี่ห้อของตนเองด้วย ทำให้ขั้นตอนการผลิตมีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ดี และเข้มงวดมากขึ้น ทำให้สินค้าเหล่านั้นมีราคาที่สูง กว่าสินค้าอื่นๆ พอสมควร ก็มักจะถูกคนที่ใช้สินค้าราคาที่ต่ำกว่า และมีคุณสมบัติต่างๆ ที่ดีกว่า นั้นดูถูกว่า “โง่” หรือมักคิดแต่เพียงว่าตนเองซื้อมาเพียงแค่อวด เพื่อความโก้หรู่เพียงเท่านั้น แต่คนเหล่านั้นกลับไม่มองในมุมกลับว่า ทำไมเค้าเหล่านั้นก็ซื้อสินค้าที่ราคาต่ำกว่าด้วยเหตุผลกลไกที่ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก

ผมอยากให้มองต่ออีกนิด การที่เราจะมองอะไรเพียงเพราะเค้าแตกต่างจากเรา เค้าเหล่านั้นคิดไม่เหมือนเรา หรือค้าส่วนใหญ่ที่คิดกัน ไม่ได้หมายความว่าเค้าเหล่านั้นทำตัวแแปลกแยก หรือแตกต่างจากเรา เพียงแต่มาตรฐานในการมองสิ่งต่าง ๆ ของเราและ เข้าเหล่านั้น แตกต่างกันตามเหตุผล และปัจจัยร่วมต่าง ๆ มากมายด้วย

คนทุกคนมี Brand Loyalty ในตัวทุกคน ลองนึกๆ ดูว่าคุณอยากได้อะไรมาใช้งาน หรือบริการที่คุณอยากได้บ้าง ถ้าคุณคิดถึงยี่ห้อนั้น ๆ ก่อนตัวอื่น ๆ แล้วนั้นหมายความว่าคุณก็ยึดมั่นในยี่ห้อนั้น ๆ เพราะคุณคิด หรือนึกถึงได้ก่อนนั้นเอง

ลองคิดดูว่า ทำไม เรา ๆ ท่าน ๆ ส่วนใหญ่แล้วคิดกันว่ารถยนต์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป ถ้าอยากได้ดี ๆ คงทน ต้อง Benz ทำไมต้อง BMW ทำไมต้อง Volvo ถ้าคุณหาเหตุผลไม่ได้ และหรือตอบคำถามเพื่อได้มาซึ่งเหตุผลนั้น ไม่ได้แล้ว นั้นก็หมายถึงคุณยึดติดแล้วไปในตัวเองว่าคุณก็มี Brand Loyalty ในตัวเอง เช่นกันถ้าในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ก่อนจะซื้อ คนส่วนใหญ่ หรือแม้แต่คุณก็มักจะมอง Intel InSide ก่อนเสมอ ๆ และเปรียบเทียบราคา ต่าง ๆ ตามมาทีหลัง บางครั้งซื้อของก็เอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มากกว่า 80% ด้วยซ้ำไปครับ ทีเป็นกันแบบนี้

ปิดท้ายนิดนึง ผมเพิ่งซื้อ iPod Shuffle มาจริง ๆ แล้วใน Catalog สินค้าในร้านที่ผมไปซื้อมี MP3 Player มากมาย หลากหลายยี่ห้อ นับไม่ถ้วน แต่ไม่มี iPod ทุกรุ่นอยู่ในนั้น แต่ผมสั่ง iPod Shuffle กับทางร้านแทน (อยู่ต่างจังหวัดครับ ไร้ซึ่งเวลาที่จะมาซื้อที่กรุงเทพฯ) ทั้ง ๆ ที่ไม่มี และทางร้านก็ใจดีสั่งให้โดยผมกับทางร้านตกลงกันว่าผมจะออกค่าขนส่ง และบวกกำไรค่าติดต่ออีกสักเล็กน้อย ผมก็ยอม

- ทำไมหล่ะ ?
- MP3 Player มีให้เลือกมากมาย แถมบางตัว Option เยอะแยะ มากกว่า iPod Shuffle มากนัก ทำไมผมไม่เลือก ?
- บางตัวราคาถูกกว่า Option เยอะกว่า ทำไมไม่เลือก ?

ผมจะบอกเหตุผลที่อาจดูงี้เง้าที่สุดสำหรับใครบางคนได้รับรู้

ผมชอบ iPod เพราะดูแล้วมันแตกต่างจากสินค้าตัวอื่น ๆ ในตลาด มันคือเครื่องเล่นเพลงแบบที่ผมชอบ ผมไม่อยากมานั่งดูจอภาพ ผมไม่อยากมานั่งเล่นลูกเล่นต่าง ๆ ที่ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะได้ใช้มันหรือเปล่า ขนาดผมมี CD-WalkMan ของ Sony ที่มีจอแสดงผลที่ดี ผมยังไม่ค่อยได้มองเท่าไหร่เลยส่วนใหญ่ก็ใช้แค่ Play/Stop/Next Track/Previous Track เสียมากกว่า แล้วก็ฟังไปเรื่อยๆ ตาม Playlist ที่ผมจัดและ Burn ลง CD-RW แต่มันช้าและไม่ยืดหยุ่นเท่าไหร่ รวมถึงขนาดที่ใหญ่มาก ๆ เลยไม่ใช้หาตัวที่เล็ก และดูดีเสียดีกว่า เนอะ !!! แต่ iPod mini หรือ iPod 4G มันมีจอ อันนี้ผมคงต้องขอพูดสักนิดว่า ถ้าความจุของเพลงเพิ่มมากขึ้นการจะบันทึกสิ่งใดๆ ก็ตามควรที่จะจัดหมวดหมู่ไว้ ถ้าไม่จัดมันจะกลายเป็นว่ารก และค้นหายาก ซึ่งข้อมูลขนาด 4GB หรือมากว่า 1 GB ขึ้นไปนี่เริ่มๆ หายากแล้ว การมีจอภาพก็ไม่ถือว่าผิด แต่ผมในตอนนี้คงไม่ใช้ หรือตรงใจผมเท่าไหร่ จนกว่าผมจะมองจอภาพบนเครื่องเล่น Mp3 Player มากมายจอคอมฯ อ้าวซะงั้น !!! Brand เดียวกันเหตุผลตีกันเอง หุๆๆ

คำว่า Apple, Mac หรือ iPod มันเป็นยี่ห้อ ที่ดูดี ใช้ของมีระดับ ในสายตาคนไทยส่วนใหญ่ แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือมันคือ Apple ผู้คิดแตกต่างจากคนอื่น
ต่อมาก็คือผมไม่ชอบซื้ออะไรเผื่อ และอะไรที่มัน All-in-one มากนัก มันดูไม่ดี และพอไม่ได้ใช้ตอนเราปลดระวางมัน มันเสียดายความสามารถ และเสียดายเงินที่เราเสียไปกับสิ่งที่เราไม่ได้ใช้ มันเหมือนคนที่ใช้ของไม่เต็มประสิทธิภาพ เหมือนๆ กับที่ผมซื้อ SE-T630 แทนที่จะซื้อ Nokia 6600 มาใช้แทน ทั้งๆ ที่ Nokia มีความสามารถมากกว่าเป็น Smart Phone และสามารถจัดการระบบในโทรศัพท์ได้ดีกว่ามาก ๆ แถมเพิ่มหน่วยความจำ รวมความสามารถของการฟังเพลงไปได้อีกด้วย แต่ผมไม่เลือก เพราะมันเผื่อมากเกินไป และอย่างที่บอกในตอนแรก All-in-one มันดูดีนะ แต่ ….. มันดีจริงหรือ การเอาทุกอย่างมารวมกันเราลืมไปหรือเปล่าว่าอุปกรณ์ที่เราถืออยู่มันมีหน้าที่ทำอะไร เราลืมแก่นของมันไปหรือเปล่า แล้วเราได้ใช้พวกที่มันอยู่ในสิ่งที่เรียกกว่า All-in-one ได้






Close
E-mail It