Google


Tag Archive for 'บ่นบ้า'

Page 2 of 42

ระหว่าง "ปัญหา" กับ "ความไม่รับผิดชอบ" ในอาชีพ

เอามาจาก หมอแมวเหมียวพุงป่อง

ระหว่าง "ปัญหา" กับ "ความไม่รับผิดชอบในอาชีพ"

อาชีพหลักของผม .. ปัญหามีได้ แต่ความ "ไม่รับผิดชอบในอาชีพ" มีไม่ได้เด็ดขาด

มีปัญหามา ก็แก้ปัญหากันไป แต่ความไม่รับผิดชอบในอาชีพ .. ทั้งชีวิต มีโควต้าให้ได้ อย่างมากก็แค่ คนละ "1 หน" เท่านั้น .. น้อยคนนัก จะได้ second chance

แต่เราก็อยู่กันได้ ทำงานกันได้ มานับร้อยนับพันปี

กลับมาที่ข้อสงสัย

ฟิล์มเสีย เมมโมรี่การ์ดหาย เผางาน โลภรับงานบ้าพลังสุดท้ายงานออกมาไม่ดี ส่งงานช้า ถ่ายไม่ถูกใจคนจ้าง ไปไม่ตรงนัด ลูกค้าเบี้ยวงาน ลูกค้ามาไม่ตรงนัด , อารมณ์ไม่ดี อกหัก ทะเลาะกับ แฟน,เพื่อน,ที่บ้าน ก่อนออกไปรับงาน เสร็จถ่ายออกมาดูไม่ได้,กว่าจะลงตัว.

ที่ว่าๆ มา จะเห็นได้ว่า มันแยกเป็นสองอย่าง อย่างแรกคือ "ความไม่รับผิดชอบ"

พวกนี้คือ ฟิล์มเสีย เมมโมรี่การ์ดหาย เผางาน โลภรับงานบ้าพลังสุดท้ายงานออกมาไม่ดี ส่งงานช้า ไปไม่ตรงนัด อารมณ์ไม่ดี อกหัก ทะเลาะกับ แฟน,เพื่อน,ที่บ้าน ก่อนออกไปรับงาน

"ความไม่รับผิดชอบต่องาน นั้น พัฒนาปรับปรุงไม่ได้"

การทำผิด 10 ครั้ง หรือ 10,000 ครั้ง ก็ไม่สามารถทำให้เรื่องเหล่านี้ หมดไปได้ ความรับผิดชอบต่องาน มันเป็นได้แค่ "มี" หรือ "ไม่มี" เท่านั้นเอง ALL OR NONE

ส่วนปัญหา เช่นพวก ถ่ายไม่ถูกใจคนจ้าง ลูกค้าเบี้ยวงาน ลูกค้ามาไม่ตรงนัด , เสร็จถ่ายออกมาดูไม่ได้,กว่าจะลงตัว พวกนี้ มันเป็นความคิด และมุมมอง (subjective viewpoint) ตรงนี้ สามารถพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข ฯลฯ ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับร้อยนับพันหน มันก็จะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ จนผิดพลาดน้อยลง

อะไรคือ ความแตกต่างระหว่าง เหตุผล และ คำแก้ตัว

เหตุผล นั้น ชี้แจง บอกกล่าว แจ้งให้ทราบ ก่อน เริ่มทำงาน ครอบคลุมถึงปัญหาที่อาจเกิด และ ความเสี่ยงที่เป็นไปได้ และป้องกันได้ หรือ บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

แต่ ข้อแก้ตัวนั้น คือ เหตุ ผล ข้อมูล หลักฐาน ฯลฯ ที่เอามาให้ดู หลังจากที่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

มืออาชีพ ใช้เหตุผล ไม่ใช่ข้อแก้ตัว

สุดท้ายคือ

มืออาชีพ .. ไม่มี และไม่ใช้ "คำแก้ตัว"

จนมาซึ่งคำถามว่า "แต่บางที และบางคน เค้าก็ทำเป็นอาชีพเสริม .. อันนี้เริ่มยาก ในการตีความ"

ไม่ว่าอาชีพเสริม หรือ อาชีพหลัก ไม่ต้องตีความครับ

แค่มีความรับผิดชอบ …

ความรับผิดชอบ ต่อผู้ว่าจ้าง ต่องานที่ได้รับมอบหมายให้ทำ ต่อสังคมที่เกี่ยวข้อง

ถ้ามีความรับผิดชอบที่ว่ามา .. ก็เรียกว่า มืออาชีพ ได้แล้วครับ

แต่ถ้ามีแต่ "ข้อแก้ตัว" ที่ทำผิดพลาด ทำไม่สำเร็จ ทำล้มเหลว ฯลฯ อันนั้น เรียกว่า หลอกลวงหากินกับผู้ไม่รู้

พื้นที่ส่วนตัว

ไม่ว่าจะ Facebook หรือ Twitter แต่ผมว่านะ มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวพอสมควร แน่นอนว่าคุณอยากทำอะไรก็ทำได้เต็มที่ใช่ไหม เพราะนี่คือพื้นที่ของคุณ แน่นอนว่าเมื่อมันเป็นพื้นที่ส่วนตัว และพูดเรื่องส่วนตัว ไม่ได้ไปกระทบสิ่งใดต่อคนอื่นๆ ก็มองว่าไม่ได้มีอะไรผิด แต่เมื่อไหร่มีบุคคลที่ 2 หรือมากกว่าในการพูดถึงเกิดขึ้นถึงจะเป็นพื้นที่เปิดทันที

แน่นอนว่าคนที่ไปมองพื้นที่ของคุณ แล้วคิดว่าชอบสร้างกระแสเรียกความสนใจ ก็ปล่อยให้เขาคิดไป ผมว่าคนแบบนี้น่าเกลียดมากกว่า ที่ไปยุ่งเรื่องคนอื่น ทั้งๆ ที่เค้าก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเรื่องของเรา หรือมามีผลกระทบต่อชีวิตของเรา แล้วก็มาทำทีท่ารำคาญ หรือไปเหน็บแนมใส่เค้า บางครั้งก็รู้สึกว่า ถ้าไม่พอใจก็ Unfriend/Unfollow กันไปแบบเงียบๆ เป็น Friend กันแล้วมานินทา หรือตั้งแง่ ผมมองว่ามันเป็นวิธีคิดที่น่าเกลียดมาก

บางครั้งมันก็ต้อง “รู้จักปล่อยวาง” กับเรื่องพวกนี้บ้าง เอาเรื่องคนอื่นมาคิดให้รกสมอง มันมีอะไรในชีวิตดีขึ้นไหมเนี่ย ^^”

เชิญ Blogger ไปงาน Press

เห็นพูดๆ ใน twitter กันขอนิดนึงแล้วกัน ^^

ได้รับเชิญไปหลายงานขอสรุปประสบการณ์ส่วนตัวและข้อเสนอแนะตามนี้ เผื่อเป็น checklist/guideline สำหรับคนจัดงาน

  • วันและเวลาควรเป็นเวลาที่มนุษย์เงินเดือนเค้าว่างกัน เพราะ Blogger กว่า 90% เป็นพวกทำงานประจำกินเงินเดือนบริษัท ฯลฯ จะเชิญวันและเวลาทำงานปรกติแนะนำว่าต้องแน่ใจจริงๆ ว่าจัดแล้ว Blogger ไม่มาบ่นทีหลังว่าจัดทำไม เพราะงั้นถ้าไม่แน่ใจว่าจัดโดนใจ หรือมีข้อมูลเชิงลึกสุดๆ แบบกระจายได้มากๆ ไม่ต้องเชิญครับ (หลายงานไม่ขอเอ่ยจริงๆ จนหลังๆ ถ้าลาไม่ได้ก็ขอไม่ไป) ส่วนตัวไม่ค่อยอยากปฎิเสธเข้าร่วมงาน แต่ถ้าลางานบ่อยๆ โดนไล่ออกได้ เห็นใจกันบ้าง เพราะ Blogger ไม่ใช่สื่อที่สามารถลางานได้ตามภาระหน้าที่จริงๆ และแนะนำถ้าจัดวันธรรมดาก็นัดสัก 18:30 เป็นต้นไปจะดีมาก งานเริ่มสัก 19:00 อะไรแบบนั้น เลิกกี่โมงไม่ใช่ปัญหาดูแลตัวเองกันได้ ถ้าเสาร์-อาทิตย์ แนะนำว่าควรจัดช่วงบ่ายเป็นต้นไปครับ เหตุผลน่าจะเข้าใจกันดี ><"
  • เนื้อหาขอให้ตรงกับความรู้ความสามารถของ Blogger นั้นๆ ถนัดจริงๆ อันนี้สำคัญ เพื่อข้อมูลตรง ชัดเจน เวลามาเขียนหรือเล่าเรื่องของ Blogger ท่านนั้นๆ ครับ ถ้าออกแนวกำกึ่งก็ต้องลองดูอันนี้อยู่ที่คนเชิญครับ
  • ไม่ต้องรับรอง VIP อะไรมากมาย ขอพื้นที่สำหรับสุ่มหัวกันคุยกันเฮฮาได้ในงานด้วย เผื่อนั่งมึนๆ หรืออยากพูดคุยในรายละเอียดกับคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จะระหว่างงาน ก่อน-เลิกงานจะได้ไม่รบกวนส่วนหลักของงาน อันนี้ประจำครับ แบบตอนนำเสนอไม่ค่อยมีคนถาม แต่พองานเลิก เริ่มมีสอบถาม Q&A ปั้บ คำถามเพียบ อันนี้ดูจะเป็นปรกติไปแล้ว เพราะความเป็นทางการของงานบางงานเนี่ยแหละครับ (คุยกันตอนหลังได้ข้อมูลลึกๆ หรือพวกข้อมูลเชิงกระซิบเยอะกว่ามากๆ)
  • Press Kit ถ้าเป็นพวกเอกสารกระดาษคงไม่จำเป็น ถ้าเป็นของแจกก็ให้แค่ของก็พอ ส่วนใหญ่ Blogger ดูแลข้อมูลเบื้องต้นของตัวเองได้อยู่แล้ว แนะนำว่าส่งเข้าอีเมลมาเลยทีเดียวก่อนเริ่มงาน ผมเชื่อว่า Blogger ทุกคนมีอีเมล และ online อ่านเมลได้ทันทีกันเยอะ คงไม่ยากเกินไปอยู่แล้ว เพราะพวกเอกสารผมได้มาผมก็ไม่ได้อ่าน กองๆ ไว้มากกว่า เพราะหาอ่านได้ตามสื่อหลักอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่
  • รูปภาพต่างๆ ไม่ว่าจะของงาน ตัวสินค้า ฯลฯ ไม่ต้องส่งมาทางอีเมลก็ได้นะครับ เชื่อผมเหอะ ผมเจอหลายงานส่งมาเป็น 10MB อึ้งไปสักพัก ผมแนะนำให้อัพเข้าเว็บฝากรูปดีๆ สักที่ มีเยอะแยะให้เลือก Flickr ก็ดีนะ เดี่ยวพวก Blogger เค้าไปดูดกันมาเอง อ่อ…. อย่าลืมกำหนด tag ไว้จะดีมากครับ จะได้รวมเป็นกลุ่มๆ เข้าใจง่ายว่างานไหน
  • สำคัญสุดๆ คือ Wireless Network(WiFi) อันนี้สำคัญมาก เพื่อติดต่อสื่อสารทำ Live Blogging ฯลฯ ได้ทันที บางคนอาจจะไม่ Live แต่อาจจะ Note บน Online Note ได้ทันที หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสอบถามอะไรในงาน เผื่อขาดเหลืออะไรจะได้ครบถ้วน ถ้าต้องเก็บ log หรือต้องใช้ username/password ก็เตรียมพร้อมไว้เลยครับ
  • ถ้าอยากให้มี Live Blogging แนะนำให้บอกเลยว่าใช้ tag/hashtag อะไรในงานอย่างชัดเจนจะได้ไปในทางเดียวกันทั้งงาน เจอบางงานก็หลากหลายเหลือเกิน และไม่ควรยาวเกินไป คิดมาสั้นๆ ก็ได้ครับ จะคำย่อก็ดี เพราะเจ้า tag/hashtag เนี่ยจะถูกใช้ใน keyword ตอน search ในอนาคตแน่นอน คล้ายๆ กับคำย่อของงานนั้นๆ ด้วย
  • คนนำเสนอแนะนำคนที่รู้ลึกรู้จริง จัดเต็ม เพราะเจอคำถามแบบลึกๆ อาจจะมึนๆ งงๆ แบบคาดไม่ถึงแน่นอน จะมีกี่คนก็ได้ จะพา engineer มาเท่าไหร่ไม่ว่า ผมเชื่อว่าระดับ Blogger สมัยนี้คำเทคนิคต่างๆ คิดว่าฟังได้สบายๆ ครับ
  • การนำเสนอนี่เอาแบบสบายๆ ก็ได้นะ พิธีอะไรไม่ต้องเยอะ เน้นเฮฮา ปรกติไปกันนี่ก็มักจะรู้จักกันอยู่แล้ว ไม่ค่อยซีเรียส ผมจำได้ตอนงาน Windows 7 Insider Blogger Day นี่เฮฮามากคนไปไม่เยอะ หลัก 30-40 คนเอง ของกินเพียบ ไม่ได้หรูอะไร แต่เป็นกันเอง สอบถาม ให้ข้อมูลและนำเสนอนี่เนื้อๆ เน้นๆ มากมาย แถมเป็นกันเองมากคุยกันสนุก
  • แนะนำว่าควรมี post-it หรืออะไรสักอย่างที่แปะชื่อไว้สักหน่อย จะได้เรียกชื่อกันได้ง่ายๆ (อันนี้เห็นผลจริงๆ ตอนงาน Barcamp)
  • Blogger ส่วนใหญ่ไม่มีนามบัตรครับ เพราะงั้นแนะนำว่าไม่ต้องขอ ขอเว็บ blog, e-mail, twitter, facebook, linkedin หรือช่องทางการติดต่อแบบ online เป็นหลักครับจะดีที่สุด
  • ของกินนี่เอาบ้านๆ ก็พอ น้ำเปล่า น้ำอัดลมอะไรก็ว่าไป จะขนม ของคาว จัดวางไว้เป็นสัดส่วน ไม่ต้องเดินเสริฟก็ได้ครับ ผมเชื่อว่า Blogger บ้านๆ แบบผม ดูแลตัวเองได้ และอย่าให้พร่อง ;P (ชักเริ่มเห็นแก่กินแฮะเรา ><")

คิดออกแค่นี้แหละครับ ถ้าดูดีๆ ไม่ต้องการอะไรมากมายเลย ผมว่ามันคล้ายๆ กับมาติวหนังสือตอนเรียนมหาวิทยาลัยมากๆ นัดมาเจอกันหิ้วน้ำ ขนมกันมาเอง แล้วก็มาสุ่มหัวกันติวๆๆ โดยมีหัวโจกคนนึงมาให้ข้อมูลเชิงลึก เทคนิคลับอะไรก็แล้วแต่ แล้วทุกคนก็กลับไปจัดการทบทวนทำข้อสอบของตัวเองในห้องสอบอะไรแบบนั้น เพราะ Blogger ก็สูตรใครสูตรมัน อะไรแบบนั้นครับ ;)

ดูเรื่องมากเนอะ ….. แต่จริงๆ จะเห็นว่าไม่มีอะไรเลย จัดแบบง่ายๆ เรียบๆ วันและเวลาของงานก็หลบๆ เพื่อคนทำงานบริษัทแค่นั้นเองครับ เรื่องมากน้อยกว่า Press อีกมั้ง ฮา….