เมื่อ Web/Windows Developer จะกระแดะไปทำ iOS App ชีวิตมันก็ไม่ง่าย
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไปงาน Bangkok Adobe Camp ได้พบทางอีกทางที่น่าจะโอเคสำหรับคนใช้ Windows แต่อยากทำ App บน iOS แน่นอนว่ามันต้องทำด้วย HTML5 + jQuery Mobile สิ่งที่ต้องการไม่มีอะไรมากมาย ให้มันทำงานได้บนนั้นและ call พวก native api ทั่วๆ ไปได้ เช่นพวกกล้องถ่ายรูป ฯลฯ พวก sync data ต่างๆ
ซึ่งผมก็รู้จักกับ Build.PhoneGap.com มาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ไม่ทราบว่ามัน Compile in the Cloud ได้ เพราะจำได้ตอนที่ได้ลอง PhoneGap ตอนแรกผิดหวังมารอบแล้ว เพราะว่ามันไม่สามารถ build บน Windows ให้เป็น ipa ได้ เพราะขาด SDK ของ iOS นั้นเอง
แต่เมื่อวันเสาร์พอทราบ ผมก็นั่งๆ ลองๆ หาข้อมูลต่อไป ซึ่งสุดท้ายแล้วการจะ Build ตัว iOS App บน Build.PhoneGap.com ต้องใช้ Signature Certificates ของ Apple ด้วย สุดท้ายวันอาทิตย์ตอนดึกๆ ก็เลยสมัคร Apple iOS Developer ไปซะเลย หมดไป $99 ซะอย่างงั้น (นี่มันลองของจริง เสียเงินแพงมาก!!!)
พอสมัครเสร็จรอ confirm อีเมล ตอนเช้ามาก็ได้ลองของ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ขั้นตอนการสร้าง Certificates บางตัว ต้องใช้ Keychain Access บนเครื่อง Mac …. T_T
ผมก็เลยไปยืมเครื่องพี่ที่ทำงานเค้าทำให้แทน ขั้นตอนมันก็มีประมาณนี้
- ไป generate ตัว Certificate Signing Request จาก Keychain Access บนเครื่อง Mac ก่อน เสร็จแล้วไป submit ในเว็บ Apple ที่ iOS Provisioning Portal เมนู Certificates
- รอสักพักจะได้ developer_identity.cer ออกมา แล้วให้ import cert ตอนนี้เข้าเข้า Keychain Access แล้ว Export เป็น Certificates .P12
- เสร็จแล้วกลับไปที่ เว็บ Apple ที่ iOS Provisioning Portal ก่อนหน้านี้
- สร้าง Profile ของ Devices
- สร้าง App ID จาก App IDs
- สุดท้ายสร้าง Provisioning Profiles เพื่อให้ได้ mobileprovision ออกมา
- แล้วเอาทั้ง Certificates .P12 และ mobileprovision จากเว็บ Apple ที่ iOS Provisioning Portal มา submit ที่ Build.Phonegap.com
พอได้ Certificates .P12 และ mobileprovision แล้วอะไรก็ไม่ยากแล้วครับ ^^/
เดี่ยวขอเวลาไปลองเล่นสักแป็บ ^^
Review – Targus Wireless Mouse Blue Trace (AMW50AP)
ผมได้เมาส์ตัวนี้มาใช้งานสัก 3 วันเห็นจะได้ ส่วนตัวแล้วนั้นใช้ Microsoft Wireless Mouse 2000 (Blue Track) อยู่ก่อนแล้ว จึงคุ้นชินกับ Blue LED Tracking เป็นอย่างดี ประกอบกับจากประสบการณ์ใช้ Optical Mouse มาตั้งแต่ยุดแรกๆ ตั้งแต่ Red LED ความละเอียดเพียง 400dpi จนมาถึง 800dpi ตอน Microsoft Notebook Wireless Mouse ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับจอภาพขนาด 1024×768 pixel ในสมัยก่อน สัก 7-8 ปีที่แล้ว จนมาถึง Laser Tracking เมื่อสัก 4 ปีก่อน ตอนสมัย Microsoft Arc Mouse และสักเกือบๆ 1 ปีสำหรับ Blue Tracking
จาก Red LED Tracking ในสมัยก่อนนั้น จะเน้นเรื่องความแม่นยำบนพื้นฐานเดิมๆ จาก Ball Tracking มากกว่าการทำงานบนพื้นผิวที่มีสภาพแย่ๆ หรือไม่ใช้แผ่นรองเมาส์ แม้ว่าจะมีการพูดถึงว่ามันทำงานได้เกือบทุกสภาพพื้นผิว แต่พออยู่บนพื้นผิวมันๆ ก็ทำงานได้แย่เอามากๆ เพราะมันจับพื้นผิวว่าทำงานบนตำแหน่งใดๆ ไม่ได้เลย เพราะแสงมันกระเจิงหลุดออกจาก sensor ไม่เป็นระเบียบ
ประกอบกับด้วย Red LED Tracking นั้นประสิทธิภาพนั้นจำกัดอยู่ที่ 3,000 dpi แต่ความต้องการของมนุษย์นั้นไม่เคยพอ จึงได้พัฒนามาเป็น Laser Tracking ใช้การยิงแสง Laser แทนแสง Red LED และอาศัยการสะท้อนของพื้นผิวให้วิ่งเข้า CMOS Sensor ทำให้เราได้ Mouse ที่ละเอียดขึ้นถึง 6,000dpi แต่ข้อเสียก็คือต้องอาศัยการสะท้อนแสงที่ต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้ยังคงมีปัญหากับพื้นผิวที่แย่ๆ และสกปรก เพราะแสง Laser มันสะท้อนกลับมาได้ไม่หมดและไม่ต่อเนื่อง ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง แม้จะทำงานได้บนพื้นผิวต่างๆ นอกจากแผ่นรองเมาส์ได้ดีขึ้นมากก็ตาม
จึงความคิดในการขจัดความไม่ต่อเนื่องของการรับภาพที่ได้จากแสง Laser ออกไปด้วยการแก้ปัญหาจากการใส่แสงต่อเนื่องลงไปเพื่อให้เกิดการสะท้อนภาพกลับมาแทนเพื่อชดเชยความไม่ต่อเนื่องของ Laser แต่ด้วยข้อจำกัดในการทำงานที่ละเอียดของ Red LED ทำให้มีความคิดที่จะใช้แสงที่มีความเสถียรในการจับภาพที่ดีกว่าเข้ามา จึงเอาแนวคิดทั้งสองอย่างมาทำงานร่วมกัน คือนำเอา Blue LED (LED สีน้ำเงิน) ทำงานร่วมกับ Laser Tracking (Diffuse Beam) บน Specular Optics ที่จะยิงแสงทั้งสองรูปแบบสะท้อนพื้นผิวเพื่อให้ CMOS sensor รับภาพด้วยแสงสีน้ำเงินที่สะท้อนพื้นผิวได้ดีกว่า ทำงานร่วมกับแสง Laser เป็นแบบไม่ต่อเนื่องมาผสม ทำให้ทำงานได้บนพื้นผิวที่สกปรกและที่มีแสงสะท้อนได้ดีมากขึ้น
รูปจาก What you need to know about Microsoft’s BlueTrack mouse
รูปภาพจาก Microsoft BLUETRACK Mouse: Microsoft Explorer Mouse and Mini Mouse
จากการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทำให้เราได้ Mouse ที่มีเทคโนโลยีที่ดีขึ้นมากๆ ทำงานได้แม่นยำมากขึ้นทีเดียว บนพื้นผิวที่หลากหลายเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้เลยเอา Targus Wireless Mouse Blue Trace มาใช้งานและนำมาแนะนำว่าดีและทำงานได้เท่ากับต้นตำหรับอย่าง Microsoft หรือไม่
ตัวเมาส์ออกแบบเป็น Dualpurpose และ Ergonomic Design เท่าที่ลองจับจะดูแบนๆ หน่อย ไม่สูงมากนั้น ทำให้เหมาะกับใช้ทำงานบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไป หรือพกพาทำงานนอกสถานที่ได้สบายๆ ด้วยคุณลักษณะที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป เหมาะมือพอดีๆ เนี่ยแหละ
ในส่วนของการคลิ๊กปุ่มนั้น ต้องบอกว่าต้องปรับตัวสักหน่อย เพราะต้องใช้แรงกดมาสักนิด อาจจะเพราะการออกแบบที่ให้ฝาหลังของเมาส์นั้นถอดเปลี่ยนได้เลยทำให้กดได้ไม่หนักแน่นเพียงพอก็ได้
โดยเจ้าตัว USB Wireless Micro receiver นั้นมีขนาดเล็กดีมาก ทำงานบนคลื่นความถี่ RF 2.4GHZ รองรับการทำงานได้ไกลถึง 33 ฟุต จากการออกแบบแบบนี้ผมบอกเลยว่าชอบมากๆ มีขนาดเล็กไม่รำคาญเวลาใช้งานกับ Notebook
ตัวแบตเตอร์รี่ใช้ AA จำนวน 2 ก้อนด้วยกัน มีสลักยึดไว้ให้มั่นคงไม่หลุดออกมาได้ง่ายๆ โดยที่เจ้าตัว Mouse ตัวนี้ไม่กินไฟจากแบตเตอร์รี่มากนักครับ ในเสปคเขียนไว้ 12 เดือน แต่ก็ต้องรอดูว่าจะอยู่ได้ถึงเท่าไหร่ หลายๆ คนอาจจะบอกว่าใช้ AA ทำให้เมาส์หนักขึ้น ซึ่งผมก็มองว่าจริง แต่ถ้าชินกับเมาส์รุ่นก่อนๆ ที่ใช้แบบเดียวกันแล้วจะเฉยๆ มากกับน้ำหนักประมาณนี้
ที่ด้านล่างนั้นมีตัว Sensor ที่เป็น Blue Trace ครับ จะไว้อยู่ด้านขวาของตัวเมาส์ จากการใช้งานแล้วนั้นเทียบกับ Microsoft นั้น ต้องบอกว่ามันเร็วกว่าครับ ด้วย Setting Profile ใน Control Panel เดียวกัน บนเครื่องเดียวกัน ในระยะทางในการลากเมาส์เท่าๆ กัน Targus ให้ระยะที่เยอะกว่า ซึ่งผมใช้เวลาปรับตัวอยู่หลายวันกว่าจะชิน เพราะมันเร็วเกินไป เหมือนมาขับรถที่มีแรงม้าเยอะๆ มันจะเร่งๆ ให้เราออกตัวไปเร็วๆ แทนที่จะออกตัวช้าๆ แบบเมาส์ตัวเก่าครับ ส่วนตัว Microsoft นั้นให้ความนุ่มนวลในการลากมากกว่าครับ อาจจะเพราะขนาดของเมาส์นั้นใหญ่กว่า ฐานของเมาส์กว้างกว่าของ Targus เลยทำให้มันนุ่มนวลกว่าในการลาดไปบนพื้นผิวต่างๆ ส่วน Targus นั้นดูกระชากกระด่างกว่าครับ แต่ที่แน่ๆ ความแม่นยำนั้นไม่ต่างกัน คือบทจะลากให้ไปก็คือไปเลย ไม่มีอาการกระตุก หรือลักเลจะไปดีไม่ไปดีครับ ตรงนี้ต้องแยกให้ออกระหว่างความแม่นยำกับความนุ่มนวลในการลาก ความหมายไม่เหมือนกันนะครับ
ที่ด้านล่างถัดจาก Sensor ก็จะมีที่เสียบแบบแม่เหล็กสำหรับดูดเจ้าตัว USB Wireless Micro receiver ไว้กับตัว Mouse ซึ่งจากที่ได้ใช้งานและเคลื่อนย้ายก็ไม่เกิดอาการหลุดหรือทำตกหล่นแต่อย่างใดครับ
ส่วนตัวแล้วใช้งานพึงพอใจพอสมควรในเรื่องความเล็กและการเก็บตัว receiver ที่พกกาง่าย ได้ความแม่นยำที่คุ้นเคยในราคาที่ไม่แพงมากนัก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำงานนอกสถานที่และพกพาไปกับ Notebook มากๆ ครับ
สำหรับราคา Targus Wireless Mouse Blue Trace (AMW50AP) นั้นขายอยู่ที่ 810 บาท (ราคา ณ.วันที่ 25 มกราคม 2555)
จัดจำหน่ายโดย SiS Distribution มีขายตามร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไปครับ
RAW vs JPEG เทียบกับกระบวนการ data processing โดย แมวเหมียวพุงป่อง
ไม่ต้องดราม่า อ่านเอามันและเอามาบันทึกไว้กันกระทู้หาย ผมเชื่อว่าเป็นการอธิบายที่ค่อยๆ ปูพื้นและค่อยๆ ลำดับความ ที่ผมรู้สึกว่าเข้าท่าดีมากๆ
RAW .. ไม่ใช่คำย่อ แต่เป็นคำศัพท์ตรงๆ ที่แปลว่า "ดิบ" File RAW ไม่ใช่ไฟล์ภาพ แต่เป็นไฟล์ข้อมูล (data) ที่ใช้สร้างภาพ คำพูดต่างกันเล็กน้อย ถ้าไม่ดูให้ดีๆ ก็จะเข้าใจผิดกันแบบนี้เสมอ
ภาษาไทยเราที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้แยกคำว่า ข้อมูล (data), ข่าวสาร (information) ออกจากกัน แถมยังใช้สลับกัน ทำให้เกิดความสับสนบ่อยๆ ตั้งแต่ระดับตากล้องมือสมัครเล่น จนถึงการบริหารน้ำท่วมห้าหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ..
ข้อมูล (datum) คือ ข้อเท็จจริงชิ้นหนึ่ง (a single piece of FACT) โดยตัวมันเอง .. ไม่มีความหมาย (meaningless) และใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ (useless)
ข่าวสาร (information) คือ ข้อมูลมากกว่าสองข้อมูลขึ้นไป (data = พหูพจน์ของ datum) ที่ถูกรวบรวม และผ่านกระบวนการ (data processing) เพื่อให้มีความหมาย และนำไปใช้ประโยชน์ได้
เห็นที่ผมทำตัวใหญ่ให้กับคำว่า FACT ไหม ผมไม่รู้ว่า ใครเป็นคนแปลคำนี้เป็นภาษาไทย แต่ต้องขอคารวะ
FACT คือ ข้อเท็จจริง มีทั้ง ความเท็จ และความจริง
กระบวนการจัดการข้อมูล (ให้เป็น) ข่าวสาร data processing .. จะทำการแยกความเท็จทิ้งออกไป เก็บเอาแต่ความจริง แต่ ….
- รู้ได้อย่างไร ว่า ความเท็จ คือ ความเท็จ
- มั่นใจอย่างไร ว่า ความเท็จ มิใช่ ความจริง
- มั่นใจอย่างไร ว่า ความจริง มิใช่ ความเท็จ
- มั่นใจอย่างไร ว่า ทิ้งความเท็จอย่างเดียว มิได้ทิ้งความจริงไปด้วย
- มั่นใจอย่างไร ว่า เก็บความจริงอย่างเดียว มิได้เก็บความเท็จมาด้วย
กระบวนการ JPEG ก็คล้ายๆกับกระบวนการ data processing นี่แหละ ข้อมูลที่เก็บไว้ใน RAW .. มันมีข้อมูลที่จำเป็นและไม่จำเป็น และมันเป็นข้อมูล (data) ที่ไม่มีความหมาย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
กระบวนการ RAW processing จะแยกแยะ และ ทิ้งข้อมูลที่ไม่จำเป็นสร้างเป็น แต่ …
กระบวนการ RAW processing
- รู้ได้อย่างไร ว่า ข้อมูลที่ทิ้งไป คือ ข้อมูลไม่จำเป็น/ไม่สำคัญ
- มั่นใจอย่างไร ว่า ข้อมูลที่ทิ้งไป คือ ข้อมูลไม่จำเป็น/ไม่สำคัญ มิใช่ ข้อมูลที่ทิ้งไป คือ ข้อมูลจำเป็น/สำคัญ
- มั่นใจอย่างไร ว่า ข้อมูลจำเป็น/สำคัญ มิใช่ ข้อมูลไม่จำเป็น/ไม่สำคัญ
- มั่นใจอย่างไร ว่า ทิ้งข้อมูลไม่จำเป็น/ไม่สำคัญ อย่างเดียว มิได้ทิ้งข้อมูลจำเป็น/สำคัญ ไปด้วย
- มั่นใจอย่างไร ว่า เก็บข้อมูลจำเป็น/สำคัญอย่างเดียว มิได้เก็บข้อมูลไม่จำเป็น/ไม่สำคัญมาด้วย
เพื่อให้ในภาพ JPEG มีแต่ข้อมูลที่จำเป็น/สำคัญ
กระบวนการจัดการ RAW ที่คิดค้นโดยวิศวกรและมากับกล้อง ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คนใช้กล้อง และคนดูภาพ ส่วนใหญ่ (99%) ไม่สนใจความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้น (อาทิ WB เพี้ยน) และความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการแปลงข้อมูล RAW เป็นข่าวสารภาพ JPEG .. ยอมรับได้
จากคำถามที่ว่า
“คือถ้าถ่ายรูปมาเป็น JPEG มันจะไม่สามารถแก้ WB ได้ตรงเหมือนกับ Flie Raw หรอคะ เพราะว่าอะไรคะ”
ทั้งหมดที่ว่ามา คือ คำตอบของคำถามนี้ เราเอาไฟล์ JPEG มาแก้ WB แต่ เราเอาไฟล์ RAW มาผ่านกระบวนการสร้าง JPEG โดยนำ WB ที่เหมาะสมใส่เข้าไปจัดการ
การแก้ไข WB ใน JPEG คือ การแก้ไขปัญหา, ข้อผิดพลาด หลังจากที่งานเสร็จ
แต่การแก้ไข RAW มันคือ กระบวนการปรับแต่ง WB ระหว่างผลิตผลงาน ให้มันถูกต้องตรงตามที่เราต้องการ
ต่างกันเยอะไหมหละ?
กูรูถ่ายภาพหลายๆ คน จึงพยายามผลักดันแนวคิด (concept) เรื่องการ "จบหลังกล้อง" ให้กับมือใหม่ แต่ไม่ได้อธิบายเหตุผลชัดเจน หรือครบถ้วน เลยมีกระแสค้าน มากพอสมควร
การทำงานให้เสร็จสิ้น ครบถ้วน ไม่ต้องแก้ไข มันดีกว่าการมาแก้ไขงานภายหลังมากมาย แต่ถ้าสถานการณ์บีบบังคับ ให้ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ มีความจำเป็นต้องแก้ไขงานภายหลัง .. "RAW file" หน่วยกู้ชีพแห่งดิจิทัลอิมเมจไฟล์ ตามที่น้าตู้เอกสารว่าไว้ใน ทุกประการ
RAW File ทำให้การกู้ชีพ "ง่ายขึ้น" แต่ถ้าไม่กู้เลย .. จบหลังกล้อง .. มันง่ายกว่าหลายพันเท่า
แมวเหมียวพุงป่อง (20 ม.ค. 55)
http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O11600260/O11600260.html