Google


Monthly Archive for March, 2011

เราจับดินสอและวาดสิ่งที่เราคิดบนกระดาษครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

มานั่งๆ ดูรอบๆ ตัวทั้ง iPad, Galaxy Tab, iPod Touch, iPhone 4, BlackBerry ฯลฯ ที่เป็นเครื่องมือเข้าหาสื่อต่างทั้งสิ่งพิมพ์, ภาพ, เสียง, วิดีโอ และการเชื่อมต่อกับคนบนโลกผ่าน Social Network ต่างๆ มันมีแต่ข้อมูล ข่าวสาร ประดังประเดเข้ามามากมายจนรู้สึกได้ว่าเรานั่งเสพติดมันอย่างมากมายจนบางครั้งก็อยากจะอ้วกมันออกมา และสุดท้ายผมก็ได้ลองอยู่อย่างไร้การติดต่อสื่อสารบ้าง

แน่นอนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้ลองทำดู 2 วันคือพยายามไม่เตะต้อง Social Network และการติดต่อสื่อสารที่ทำให้เราเสพติดมากไป ผลที่ได้คือชีวิตที่เคยเป็นชีวิตเมื่อหลายปีก่อนได้กลับคืนมา มีเวลาคิดโน้นนี่นั้นเพิ่มขึ้น มีเวลาให้กับความคิดของตัวเองในการทบทวนสิ่งต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สติและสมาธิดีขึ้น ฟุ้งซ่านน้อยลง สนใจตัวเองเพิ่มขึ้น มองรอบๆ ตัวมากขึ้น

เมื่อได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ใส่ใจกับสิ่งรอบๆ ตัวเพิ่มขึ้น มันทำให้เรามีเวลาในการสรรสร้างงานต่างๆ ได้ดีมากขึ้น เพราะสมาธิในการทำงานต่างๆ นั้นดีขึ้นจริงๆ

เพราะอย่างที่บอกไป ต่อให้ผมพกอุปกรณ์เพื่อเสพข้อมูลข่าวสารมากมายแค่ไหน พอเราคิดอะไรใหม่ๆ ดีๆ ได้ ผมมักจะจบลงที่อุปกรณ์ที่หลายคน หลายสำนักบอกว่ามันกำลังจะตายอย่าง สมุด ดินสอ และยางลบอยู่ดี มันได้แนวคิดและวิธีในการสรรสร้างงานที่รู้เลยว่า เออ มันต้องแบบนี้แหละ เหมือนคนที่จะวาดภาพ ยังไงก็คงต้องไปใช้ปากกาหรืออะไรที่ทำให้การขีดเขียนที่คุ้นมือ บางคนอาจจะใช้ถ่านไม้เพื่อสรรสร้างงานที่คุ้นเคย ได้ปลดปล่อยงานต่างๆ ได้ดั่งใจก็ได้มั้ง

ทุกวันนี้ก็ยังพกสมุด ดินสอและยางลบอยู่เสมอ เพราะมันเอาขึ้นมาวาดๆๆ ลบๆๆ แล้วก็ฉีกส่งให้ได้ทันที มันได้ความรู้สึกจับต้องและสะดวกสบายกว่าได้ความละเมียดในการขีดเขียน ที่ทำยังไงให้สื่อความหมายกับอีกคนได้ เพราะการลบๆ ฆ่าๆ มันทำได้ยากกว่า มันจึงต้องบรรจงกว่า ใช้ความละเอียดกว่า สิ่งนี้แหละที่ฝึกให้เราไม่มักง่าย คิดง่าย ทิ้งขว้างอะไรง่ายๆ

สุดท้ายจากการนั่งทบทวนที่ได้บางไปแล้วนั้น ก็คงต้องมานั่งถามตัวเองกันแล้วมั้งว่า “เราจับดินสอและวาดสิ่งที่เราคิดบนกระดาษครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?”

ทวีตเกี่ยวกับงานมอเตอร์โชว์ช่วงเช้านี้ทั้งหมด

ไม่ได้เป็นโน๊ตแก้ต่าง แต่เป็นโน๊ตระบาย ขอพูดบ้าง

ส่วนตัวก็ไปถ่ายงานมอเตอร์โชว์ (แน่นอนหลักฐานเต็ม Flickr) แต่ไม่ถูกต้องที่ออกมาประนามตากล้องแบบเหมารวมและหลายอย่าง "เว่อร์เกินไป"

การแสดงโชว์บรรยายของพริตตี้ เขามีความประสงค์เพื่อโชว์ และเมื่อใครก็ไม่ควรขึ้นเวที ในเวลานั้น การจะขึ้นไปยืนคุยกับ เซล ในเวลานั้นบนเวที ถ้าเป็นจริงจึงเป็นข้อมูลที่ "เว่อร์เกินไป"

ขอยกตัวอย่าง “การท่องเที่ยวที่อื่นๆ” กล้าพูดได้เต็มปากว่า สถานที่ท่องเที่ยวดังๆ ที่พวกคุณไปเที่ยวกันนั้น ล้วนมาจากแรงจูงใจ ที่ช่างภาพ ไปถ่ายภาพมา โดยภาพที่ถ่ายมาแล่้วเอามาลงในเว็บ ในนิตยสาร และตามที่ต่างๆ ทำให้คนอยากไปเที่ยว พอคนไปเที่ยวมาก ตากล้อง กลายเป็นของเกะกะ ไปแทน

งานมอเตอร์โชว์ ที่คนพูดถึงกันมากมาจากการประชาสัมพันธ์ คือคนจัดงาน เน้น พริตตี้ เพื่อให้คนมาถ่ายภาพ ไปทำการประชาสัมพันธ์ แบบบอกต่อ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ซึ่งหัดถ่ายภาพกันใหม่ๆ ก็อาศัยกระแสนี้ เพื่อไปหัดลองฝีมือ ผลพลอยได้คือ เป็นการประชาสัมพันธ์งานไปในตัว และสุดท้ายก็เหมือนเดิม ตากล้อง กลายเป็นของเกะกะ ไปตามระเบียบ

ส่วนตัวแล้วนั้นไปเป็นผู้ช่วยทริปถ่ายรูปบ่อยๆ ไม่ว่าจะถ่ายภาพนางแบบในชุดไทย ชุดเต็มตัว หรือชุดพริตตี้ ทำให้คนที่อยู่ข้างหน้าจะไปบังคนอยู่ข้างหลังครับ ต้องบอกให้คนถือกล้องแถวหน้านั่งลง เพราะบังกัน ตรงนี้จึงเป็นที่รู้กันว่า คนแถวหน้าต้องนั่งลง การที่คนแถวหน้านั่งลง จึงกลายเป็นภาพที่ มองแล้ว กลายเป็นตากล้องหื่น เพราะที่จริง ชุดที่พริตตี้ใส่มานั้น ไม่ต้องนั่งถ่าย ก็หวิวอยู่แล้ว

การที่โดนกระแทก โดนเลนส์นั้น ถือว่า คนหมู่มาก ก็มีกระทบกันมั่ง เหมือนกับ มหกรรมทั่วไป ขนาดผมถ่ายงานที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจนจากเจ้าหน้าที่หรือเจ้าของงานอยู่บ่อยครั้ง ยังมีกระทบกระทั่งอยู่บ้าง (ป้ายห้อยคอชัดเจนว่าเป็น Staff หรือ All Area) แต่แน่นอนว่างานมันมีคนเบียดเสียดยัดเยียดกระทบกัน บางครั้งหนักนิดเบาหน่อย ขอกัน เตือนกันได้ ยิ่งพวกเลนส์โตๆ นั่น ของรักของหวง เขาไม่อยากให้ไปกระทบกับอะไรอยู่แล้ว (บางตัวแพงกว่าค่าดาวน์รถในงานอีก)

อีกอย่างคือ ผมก็เห็นภาพชุดพริตตี้ ที่เอามาโชว์กันในบอร์ดต่างๆ ส่วนใหญ่ “ก็ไม่มีลักษณะ ภาพของ ตากล้องหื่น ตากล้องบ้ากาม” เหมารวมที่เค้าถ่ายกันดีๆ ดูจะเป็นการพูดเกินจริงไปหน่อย

ส่วนตากล้องเองนั้น เมื่อจำนวณเยอะขึ้น คนมากขึ้นเราก็ควรเกรงใจเค้าก่อน เหมือนรถมอเตอร์ไซต์ 2-3 คันขี่กันมาก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นหลักสิบ หลักร้อยก็กลายเป็นขี่กวนเมืองได้ ก็ควรจะระวังและใส่ใจในส่วนนี้ให้มากขึ้น คงไม่ต้องให้เค้ามาเกรงใจเราก่อนหรอก ถ่ายรูปในงานต่างๆ ก็เดินให้มันระวังๆ หน่อย ไม่ใช่อยากเดินตรงไหนก็เดิน ชนใครก็ชน เค้าจะมาด่าเราในเน็ตอีกเรื่อยๆ เห็นทุกปี ก็โต้ไปโต้มาทุกปี อ่านแล้วก็เซง ไอ้เราก็ถ่ายรูปทำตัวเนียนๆ ยังโดนด่าเหมารวมลับหลังทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ไปเหยียบเท้าใคร เอาเลนส์ไปกระแทกหัวใคร หรือไปเดินเบียดใครให้เค้าต้องมาบ่น แต่ก็โดนเพราะ "ตากล้องเลนส์ยาวๆ" อ่านก็ได้แต่เซง (ก็ผมใช้ 80-200mm f/2.8 นี่ มันก็โดนผมด้วย!!!)

สำหรับคนที่จะไปซื้อรถ แต่ถ้าตั้งใจซื้อรถจริงๆ ส่วนใหญ่แล้ว เซลจะเชิญคุณไปคุยที่โต๊ะรับรองลูกค้าด้านใน ซึ่งแยกต่างหากชัดเจน มีขนม น้ำ ให้กินเล่น ไม่ต้องยืนคุยกันข้างรถโชว์เลยครับ ถ้าต้องการดูโน้นนี่ในตัวรถอาจจะไปดูที่รถโชว์ได้ แต่ต้องดูจังหว่ะ ว่าไม่ชนกับเวลาโชว์ของบูทเค้า ซึ่งถ้าดันไปอยู่ในจังหวะนั้น เดินดูรถก็จะถูก เจ้าหน้าที่หรือเซลของบูทเชิญออกมายืนรอบนอก หรือไปที่โต๊ะรับลองอยู่ดี (ตากล้องก็ไม่เว้น) เพราะงั้นก็ต้องเข้าใจเค้าด้วย ไม่ใช่จะตามใจฉันอย่างเดียว

โดยแต่ละบูทในงานมอเตอร์โชว์นั้น รอบพรีเซ้นจะใช้เวลา 10-15 นาที ทุก 1-2 ชั่วโมงอยู่แล้ว มีป้ายบอกชัดเจน ระหว่างนั้นถ้าไม่อยากโดนเบียดก็คงต้องเลี่ยงๆ เอาครับ งานคนเยอะ สถานที่แต่ละบูทมีจำกัด เวลาแต่ละช่วงของการพรีเซ้นของเค้าก็จำกัดและมีค่าเช่นกัน เพราะงั้นต้องหูไวตาไว

ถ้าทุกคนถ้อยอาศัย กัน เกรงใจกัน ก็คิดว่าปัญหามันคงไม่เกิด แต่เพราะต่างคนต่างอ้างว่าตัวเองมีสิทธิ์เหนืออีกคนทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ก็ยืนอยู่ในฐานะเดียวกันในเวลานั้น คนถือกล้องบางคนก็อาจจะกำลังดูรถหรือยี่ห้อนั้นๆ ที่กำลังจะซื้ออยู่ก็ได้

ทวีตเกี่ยวกับงานมอเตอร์โชว์ช่วงเช้านี้ทั้งหมด ข้อความบ้างส่วนอ้างอิงแนวคิดและวิธีคิดของ น้ามังกรดำ ด้วย

มุมมองที่แตกต่าง “มันเป็นรูปอะไรไม่รู้ ที่ไม่เคยเกิดและก็ไม่มีวันจะเกิดในชีวิตเค้า”

อ่านแล้วสะอึก

เคยไปงานหนึ่ง เจ้าบ่าวเล่นกล้อง ถ่ายงานแต่งมาพอสมควร

แต่รูปที่โชว์ในงานเป็นรูปบ้านๆ มากเลย ถ่ายด้วยกล้อง compact บ้าง ไม่ชัดบ้าง นั่งทื่อๆ ตรงๆ
เจ้าบ่าวเห็นผมดูรูปอาการงงๆ ก็คงเดาใจได้ ก็เลยขำ แล้วบอกว่า รูปพวกนี้น่ะไม่สวยหรอก แต่เป็น moment พิเศษ ที่เค้าได้ใช้เวลากับเจ้าสาว เค้าไม่ได้อยากได้รูปอลังการ ใส่ชุดแต่งานไปยืนริมทะเล หรือในทุ่งหญ้า แยกแฟรช 5 ตัว 3 สี เพราะนั่นมัน มันเป็นรูปอะไรไม่รู้ ที่ไม่เคยเกิดและก็ไม่มีวันจะเกิดในชีวิตเค้า

เค้าอยากได้รูปที่คนในงานรู้ว่าเค้า 2 คน รักกันขนาดไหน ใช้เวลาด้วยกันขนาดไหน กว่าจะมีวันนี้

บางครั้งเราอาจจะมองในสายตาช่างภาพ รูปออกมาไม่สวย (ในแนวที่เราชอบ)

แต่รูปนั้อาจจะเป็น moment พิเศษ ของคู่บ่าวสาวก็ได้ครับ

รูปจะออกมายังไง บ่าวสาว Happy คือที่สุดครับ : )

จากคุณ : +One Side Love+
เขียนเมื่อ : 21 มี.ค. 54 14:09:38

จาก http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O10364066/O10364066.html

อืมมม จริงแฮะ ….

มุมมองคนเราต่อชีวิตมันไม่เหมือนกัน …. แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราก็มักจะมองข้ามมันไป