<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Ford AntiTrust's Blog</title>
	<atom:link href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog</link>
	<description>Human knowledge belongs to the world!, ผมจะมุ่งมั่นเอาความรู้ทั้งหมดที่มีกลับคืนสู่สังคม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Sep 2010 04:10:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>&#8220;สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ&#8221; (สปอย 100%)</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/898/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/898/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Sep 2010 04:08:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Movie]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>
		<category><![CDATA[สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/898/</guid>
		<description><![CDATA[
กลุ่มเป้าหมายของหนังน่าจะเป็น ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ !!!
ภาคนี้หนังดูเรื่อยๆ เช่นเคย น่าเสียดายคือภาพไม่สวยเหมือนภาคแรก แต่อยู่ในมาตรฐานที่ผมยอมรับได้
หนังไม่ค่อยพาเที่ยว พาสัมผัสวัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมเหมือนภาคแรก
เรย์แสดงได้ดีไม่บกพร่องใดๆ แต่บทเรื่องนี้ไม่ค่อยส่งเท่าไหร่ ก็เลยได้มาแค่นี้
สะบายดี 2 เหมาะกับคนชอบหนังโรแมนติก สบายๆ ง่ายๆ ไม่ติดหรูหรา ยิ้มได้ตลอดเรื่อง ถ้าใครชอบความรักแบบสังคมเมืองที่มีแต่ความหวือหวา ก็ไม่แนะนำ
ภาคนี้ คำลี่ ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นตัวแทนของแม่หญิงลาว ที่ต้องเรียบร้อย งดงาม อ่อนช้อย พูดเพราะ ไม่มีจริต เหมือนสอนไพรวัลย์ ในภาคแรก และสอนไพรวัลย์ในภาคแรก คือภาพของผู้หญิงในอุดมคติของหนุ่มไทยส่วนใหญ่ ซึ่งหาแทบไม่ได้ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมันตรงกับจริตของชายหนุ่มคนไทย ทำให้สอนไพรวัลย์ภาคนี้ จับต้องได้และไม่สูงเกินเอื้อม และแน่นอนว่ามันคือภาพคล้ายกับผู้หญิงที่หนุ่มไทยส่วนใหญ่เจอะเจอในทุกวันนี้!!!
ภาคนี้บทของ เรย์ ทำให้ภาพผู้ชายไทยสำหรับแม่หญิงลาวอ่อนด้อยลงไปเยอะ!!! เพราะจากที่อนันดา ทำไว้ซะหรูงานนี้เหมือนสาวลาวสวนกลับความทะเล้นของหนุ่มไทยเข้าอย่างจัง ภาคนี้ทำให้ เรย์ คือภาพตายตัวของหนุ่มหรือผู้ชายไทยที่เค้าพบเจอเสมอๆ สำหรับสาวลาวจริงๆ แต่อนันดา ไม่ใช่เลย อนันดา คือภาพสร้างที่แทบจะหาไม่เจอ 
ดูๆ ไปภาพของคู่พระนางจะสลับกันระหว่างสองภาคแฮะ &#8230; ภาคต่อไปคาดว่าจะลงตัว!!! คงจะเป็นหนุ่มเรียบร้อยกับสาวเรียบร้อย หรืออาจจะได้เจอหนุ่มและสาวที่ทันกัน (แบบกวน มึน โฮ!!!) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<ul>
<li>กลุ่มเป้าหมายของหนังน่าจะเป็น ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ !!!</li>
<li>ภาคนี้หนังดูเรื่อยๆ เช่นเคย น่าเสียดายคือภาพไม่สวยเหมือนภาคแรก แต่อยู่ในมาตรฐานที่ผมยอมรับได้</li>
<li>หนังไม่ค่อยพาเที่ยว พาสัมผัสวัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมเหมือนภาคแรก</li>
<li>เรย์แสดงได้ดีไม่บกพร่องใดๆ แต่บทเรื่องนี้ไม่ค่อยส่งเท่าไหร่ ก็เลยได้มาแค่นี้</li>
<li>สะบายดี 2 เหมาะกับคนชอบหนังโรแมนติก สบายๆ ง่ายๆ ไม่ติดหรูหรา ยิ้มได้ตลอดเรื่อง ถ้าใครชอบความรักแบบสังคมเมืองที่มีแต่ความหวือหวา ก็ไม่แนะนำ</li>
<li>ภาคนี้ คำลี่ ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นตัวแทนของแม่หญิงลาว ที่ต้องเรียบร้อย งดงาม อ่อนช้อย พูดเพราะ ไม่มีจริต เหมือนสอนไพรวัลย์ ในภาคแรก และสอนไพรวัลย์ในภาคแรก คือภาพของผู้หญิงในอุดมคติของหนุ่มไทยส่วนใหญ่ ซึ่งหาแทบไม่ได้ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมันตรงกับจริตของชายหนุ่มคนไทย ทำให้สอนไพรวัลย์ภาคนี้ จับต้องได้และไม่สูงเกินเอื้อม และแน่นอนว่ามันคือภาพคล้ายกับผู้หญิงที่หนุ่มไทยส่วนใหญ่เจอะเจอในทุกวันนี้!!!</li>
<li>ภาคนี้บทของ เรย์ ทำให้ภาพผู้ชายไทยสำหรับแม่หญิงลาวอ่อนด้อยลงไปเยอะ!!! เพราะจากที่อนันดา ทำไว้ซะหรูงานนี้เหมือนสาวลาวสวนกลับความทะเล้นของหนุ่มไทยเข้าอย่างจัง ภาคนี้ทำให้ เรย์ คือภาพตายตัวของหนุ่มหรือผู้ชายไทยที่เค้าพบเจอเสมอๆ สำหรับสาวลาวจริงๆ แต่อนันดา ไม่ใช่เลย อนันดา คือภาพสร้างที่แทบจะหาไม่เจอ </li>
<li>ดูๆ ไปภาพของคู่พระนางจะสลับกันระหว่างสองภาคแฮะ &#8230; ภาคต่อไปคาดว่าจะลงตัว!!! คงจะเป็นหนุ่มเรียบร้อยกับสาวเรียบร้อย หรืออาจจะได้เจอหนุ่มและสาวที่ทันกัน (แบบกวน มึน โฮ!!!) อืมมม น่าสนใจมากๆ</li>
<li>แน่นอนครับ ภาคนี้อย่างที่บอก ภาพหนุ่มไทยต่อสาวลาว เป็นคน &quot;ไม่เต็ม&quot; ไปซะแล้ว</li>
<li>เป็นหนังที่ดูแล้วมีความสุข มีความเชื่อมโยงกับภาคแรกได้อย่างเนียนๆ มีหลายฉากที่นำไปสู่ภาคแรกได้อย่างมีเหตุผล</li>
<li>มีลูกเล่นลูกฮาที่สะอาดสะอ้านไม่หยาบคาย แต่ทำให้หัวเราะได้&#8230;. เหมาะกับทุกวัยเลย หนังเรื่องนี้ </li>
<li>ถ้าไม่ได้ดูภาคแรก ดูภาคสองก็ไม่งง แต่พอดูภาคนี้จบ คุณคงอยากหาภาคแรกมาดูต่อเลย เพราะมันเชื่อมกัน ^^</li>
<li>ถ้าดูภาคนี้แล้วจะรู้เลยว่าทำไมผู้กำกับถึงใส่บทในภาคแรกให้เด็กมันเตือนอนันดาว่าไม่ให้เมา </li>
<li>ทั้งสองภาค (อาจหมายรวมถึงภาค 3) ที่ไม่ต้องมีบทเลิฟซีนก็ทำให้รู้สึกว่านางเอกกับพระเอกรักกันได้ มีฉากเดียวมั้งที่นางเอก-พระเอกสัมผัสแขนนางเอกแค่ 3 วินาที!!!</li>
<li>อยากไปหาคำตอบบ้างจัง ^^</li>
<li>และแน่นอน ภาคนี้ก็ยังไม่มีคำตอบ!!! แล้วเจอกันกับ &quot;สะบายดี วันวิวาห์&quot;</li>
</ul>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=898&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_898" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/898/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดูหนัง &quot;กวน มึน โฮ&quot; วิเคราะห์กันอย่างกับดู &quot;อินเซปชั่น&quot; (สปอย 100%)</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/897/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/897/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Sep 2010 03:11:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Movie]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>
		<category><![CDATA[กวน มึน โฮ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/897/</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนอื่นผมแนะนำว่าใครดูกวนมึนโฮแล้วผมแนะนำให้ซื้อการ์ตูนกวนมึนโฮมาอ่านเสริมด้วย ไม่งั้นไม่ครบสูตรครับ เพราะคลายปมในหนังหลายอย่างเลยหล่ะ
ต่อจากนี้คือประเด็น และที่ผมลงรวบรวมมาจาก tweet ที่ผม tweet ใน twitter มารวบรวมไว้เพื่อสรุปอีกครั้งนึง อาจจะตรงไม่ตรงบ้าง บางอันก็เป็นความคิดเห็นคนอื่น (จำไม่ได้แล้วว่าเอาจากไหน) 

ลองนึกดูสิว่าตอนแรกที่เริ่มจีบกัน ทุกคนต่างประดิษฐ์ตัวเองให้สวยหรูที่สุด นานเท่าไหร่กว่าคุณผู้หญิงทั้งหลายจะยอมให้คุณผู้ชาย เห็นหน้าแบบไม่ make up หรือ เห็นพฤติกรรมส่วนตัวแบบ เช่น นั่งแคะขี้มูก!!! หรือผู้ชายเองก็เถอะ นานเท่าไหร่ กว่าจะยอมให้ผู้หญิงเห็นด้านแย่ๆ ของตัวเอง จะกี่ปีที่คบกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างยังมีการประดิษฐ์อยู่ ผมว่ามันก็เทียบกันไม่ได้กับ 1 อาทิตย์ที่คบกันด้วยสันดานจริงๆ
ในหนังนี่ตกลงผู้ชายเฮงซวยจริง ??? แต่บางทีผู้หญิงก็ชอบคนเลว !!!!
ในชีวิตจริง ผู้หญิงอย่างก้อยมีเยอะมาก คบแฟนมาหลายปี ไม่ว่าจะมีข้อเสีย เข้ากันไม่ได้ ไม่เข้าใจ ก็จะคบ แม้ ใคร ๆ จะบอกยังไงก็ไม่ฟัง ไม่เปิดใจ ฉันจะคบ มีคนใหม่ ๆ เข้ามาก็ไม่ดูไม่แลไม่หันเห ทะเลาะกันนึกว่าจะเลิก ก็กลับมาคบนายกร๊วกคนเดิมต่อ เพื่อน ๆ พากันละเหี่ยใจกับความรักแบบนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนอื่นผมแนะนำว่าใครดูกวนมึนโฮแล้วผมแนะนำให้ซื้อการ์ตูนกวนมึนโฮมาอ่านเสริมด้วย ไม่งั้นไม่ครบสูตรครับ เพราะคลายปมในหนังหลายอย่างเลยหล่ะ</p>
<p>ต่อจากนี้คือประเด็น และที่ผมลงรวบรวมมาจาก tweet ที่ผม tweet ใน twitter มารวบรวมไว้เพื่อสรุปอีกครั้งนึง อาจจะตรงไม่ตรงบ้าง บางอันก็เป็นความคิดเห็นคนอื่น (จำไม่ได้แล้วว่าเอาจากไหน) </p>
<ul>
<li>ลองนึกดูสิว่าตอนแรกที่เริ่มจีบกัน ทุกคนต่างประดิษฐ์ตัวเองให้สวยหรูที่สุด นานเท่าไหร่กว่าคุณผู้หญิงทั้งหลายจะยอมให้คุณผู้ชาย เห็นหน้าแบบไม่ make up หรือ เห็นพฤติกรรมส่วนตัวแบบ เช่น นั่งแคะขี้มูก!!! หรือผู้ชายเองก็เถอะ นานเท่าไหร่ กว่าจะยอมให้ผู้หญิงเห็นด้านแย่ๆ ของตัวเอง จะกี่ปีที่คบกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างยังมีการประดิษฐ์อยู่ ผมว่ามันก็เทียบกันไม่ได้กับ 1 อาทิตย์ที่คบกันด้วยสันดานจริงๆ</li>
<li>ในหนังนี่ตกลงผู้ชายเฮงซวยจริง ??? แต่บางทีผู้หญิงก็ชอบคนเลว !!!!</li>
<li>ในชีวิตจริง ผู้หญิงอย่างก้อยมีเยอะมาก คบแฟนมาหลายปี ไม่ว่าจะมีข้อเสีย เข้ากันไม่ได้ ไม่เข้าใจ ก็จะคบ แม้ ใคร ๆ จะบอกยังไงก็ไม่ฟัง ไม่เปิดใจ ฉันจะคบ มีคนใหม่ ๆ เข้ามาก็ไม่ดูไม่แลไม่หันเห ทะเลาะกันนึกว่าจะเลิก ก็กลับมาคบนายกร๊วกคนเดิมต่อ เพื่อน ๆ พากันละเหี่ยใจกับความรักแบบนี้ &quot;มันสุขจริง ๆ เหรอแก&quot; สารพัดจะอ้างเหตุผลเพื่อจะคบกับผู้ชายที่เข้ากันไม่ได้แต่ฉันยังรักต่อไป</li>
<li>เห็นมาเยอะแล้ว ตอนรักกันบอกว่า รักอยู่เหนือเหตุผล รักไม่ต้องการเวลา พอตอนเลิกกัน เหตุผล ต่างๆ มาเพียบ จัดเต็ม!!!</li>
<li>การ ไม่รับโทรศัพท์มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในเวลาเราเหงาหรือสิ้นหวังสุดๆ ในเวลาที่เราต้องการเค้ากลับไม่อยู่ตรงนั้น มันสะเทือนใจเหมือนกัน พูด ตรงๆ กวน มึน โฮ เนี่ย ชะตากรรมของก้อยเกิดจากการไม่รับโทรศัพท์ รับโทรศัพท์ซะก็จบ ใครยังรักใครอยู่ แล้วคิดจะไม่รับโทรศัพท์เค้า ก็คิดดูดีๆ</li>
<li>คนที่ดูเหมือนจะโชคร้ายจริงๆ น่าจะเป็นเมย์มากกว่า ที่โดนทิ้งสองรอบ ในต่างบ้านต่างเมือง ต่างภาษา ไม่มีใครให้ระบาย จะมีอะไรที่แย่กว่านี้อีก??</li>
<li>มันตลกร้ายและเป็นความบังเอิญอย่างร้ายกาจในหลายเรื่อง ด่างเองก็คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ความรู้สึกมันคงชัดตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่คงเพราะโปสการ์ด</li>
<li>เวลาที่มันเนิ่นนาน มันไม่จำเป็นเสมอไป ว่าเราจะเข้าใจกันมากขึ้น มันอาจจะออกห่างมากขึ้นก็ได้และตัวแปรที่ทำให้ห่าง มันก็มีเยอะ! และการที่เราไม่สามารถให้ความสุขและความสมหวังในเรื่องต่างๆ ได้ให้กับแฟนคนนึงได้ตะหาก ที่น่าเสียใจ</li>
<li>รักกันนานขนาดไหนก็ตามถ้าคุณไม่สำรวจเลยว่าคุณไม่เคยเข้าใจซึ่งกันและกันเลย สุดท้ายมันก็จะจบลงไปตามกาลเวลาเท่านั้นเอง และถ้าเค้าบอกเลิกคุณแล้วไปคบกับอีกคนหนึ่ง ไม่มีใครผิด แค่มีคนเสียใจเท่านั้นเอง</li>
<li>สิ่งที่ก้อยต้องการในชีวิตทั้งหมดนั้น เธอสามารถหามาได้เองอยู่แล้ว ในแพลนชีวิตทั้งหมดของเธอ ไม่จำเป็นต้องมีเราอยู่เลย บ้านที่เธอต้องการสร้าง ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากเรา เธอแค่สร้างมันขึ้นมา แล้วก็เอาเราไปวางไว้ในนั้น คน อย่างเรา &#8230; ที่วันๆ เอาแต่ทำให้เธอ ต้องเหนื่อย ต้องอดทน .. จะมีคุณสมบัติไปอยู่ในนั้นได้อย่างไร .. (บางส่วนจากหนังสือการ์ตูน กวน มึน โฮ)</li>
<li>&quot;กูจะแรดแล้วโว้ย&quot; (ญ พูด) กับ &quot;กูจะเหี้ยแล้วโว้ย&quot; (ช พูด) ใครจะแพ้ใครจะชนะ คาดว่า แรดชนะเพราะ เหี้ยคงโดนเหยียบไส้แตก!!!</li>
<li>ผู้หญิง อยากแต่งงานมากขนาดที่ไม่สนใจว่าผู้ชายยังไม่พร้อม ขนาดยอมเลิกกับผู้ชายที่ตัวเองรักมากที่สุด เพียงเพราะว่าเขายังไม่พร้อมที่จะแต่งงาน?!</li>
<li>ผู้หญิง มักคิดว่าหน้าที่ของผู้ชายคือต้องง้อให้ถึงที่สุด ว่าผู้ชายมันก็มีขีดจำกัด เมื่อง้อถึงจุดหนึ่งแล้วไม่มีผล ผู้ชายทั้งโลกมันจะเลือกใคร</li>
<li>ผู้หญิง ชอบถามลองใจ&#8230;พอคำตอบไม่ถูกใจก็มางอนเราทุกที ทั้งๆ ที่บางครั้ง ที่ถามเป็นแค่เรื่องสมมติ แต่จริงจังกับคำตอบเหมือนกับมันเกิดขึ้นจริงๆ</li>
<li>&quot;ในร้านอาหาร มีใครรู้จักมึงหรือป่าว ในแท็กซี่ เค้ารู้จักเมิงมั้ย บอกรักไปเลย อย่ากลัวและอย่าอาย&quot; คุ้นๆ เหมือนในหนังเรื่องนึง!!!</li>
<li>จีบสาวกำลังหวานแล้วไปจ๊ะเอ๋กับแฟนหล่อนโดยที่เรายังไม่รู้มาก่อนว่าเธอมีแฟน แล้ว และหล่อนก็แนะนำเรากับแฟนหล่อนว่า &quot;พี่ชาย&quot; อ้ากกกกก!!!</li>
<li>&quot;กูจะแรดแล้วโว้ยย&quot; ประโยคนี้โดนใจมากกกกกกกกกก</li>
<li>แต่ผมฟันธงว่าสุดท้าย พระเอกยังลังเลไม่รู้จะเลือกใครระหว่างพี่อ้อยหรือพี่ฉอด แน่นอน</li>
<li>กวน มึนโฮ นี่น่าจะใช้เพลง ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ นะ แต่พอดีว่ามีเรื่องอื่นเอาไปใช้แล้ว น่าเสียดายๆๆ เอะ แต่ค่ายเดียวกัน น่าจะพอได้อยู่ อิๆๆ</li>
<li>ผู้หญิงชอบพูดว่าไม่มีอะไร ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ว่ามี &#8230;</li>
<li>แปดปีไม่มีค่าอะไร จะเลิกมันก็เลิก แต่งงาน ไม่มีค่าอะไร จะเลิกมันก็เลิก มีลูก ก็ไม่มีค่าอะไร จะเลิกมันก็เลิก ฯลฯ ก็คนมันจะเลิกอ่ะคุณ</li>
<li>การที่งอน ก็เหมือนจับตัวเองกับความสัมพันธ์เป็นตัวประกัน คนบางคนเขามีกฎ ไม่เจรจากับผู้ก่อการร้ายจับตัวประกันครับ <img src='http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </li>
<li>สุดท้ายแล้ว “รักต้องการเวลา” อย่างน้อยก็เพื่อจะแสดงว่าเราไม่ได้คิดไปกันเอง? via @lewcpe</li>
<li>เฮิร์ตเหรอจร๊าาาาาาาา</li>
<li>จะมีประโยคนึงที่กระชากอารมณ์ได้ดีที่สุด ไม่แพ้&#160; “ไม่กินผักทำไมไม่บอก” ใน Seasons Change นั้นคือ “พอเถอะ คุณไม่สงสารฉันเหรอ” </li>
</ul>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=897&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_897" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/897/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำว่า &quot;รู้จัก&quot;</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/896/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/896/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2010 07:43:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[บ่นบ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/896/</guid>
		<description><![CDATA[คุณ &#34;รู้จักชื่อ&#34; ..แล้วคุณ &#34;ผูกพันธ์&#34; กับเค้ามั้ย?
ถ้าคุณ &#34;ไม่รู้จักชื่อ&#34; ..แล้วคุณ &#34;ผูกพันธ์&#34; กับเค้ามั้ย?
แล้วถ้าระหว่าง &#34;รู้จักชื่อ&#34; กับ &#34;รู้จักตัวตน&#34; ..อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?
จริงๆ แล้วคำว่า &#34;รู้จัก&#34; ..มันคือ รู้จักอะไรกันแน่??
&#34;ชื่อ&#34; ..มันก็แค่สิ่งที่ใช้เรียก &#34;ตัวตน&#34; สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะ &#34;รู้จัก&#34; ใครซักคนมันคือ &#34;ตัวตน&#34; ต่างหาก 
ในเมื่อเรารู้จักตัวตนของเค้า และมี &#34;ชื่อสมมุต&#34; ที่ใช้เรียกเค้า แล้วชื่อจริงๆ ของเค้า ..มันจะสำคัญอะไร?
ใครมีแฟน หรือเคยมีแฟนคงเข้าใจคำว่า &#34;ตัวเอง&#34;, &#34;เค้า&#34;, &#34;หมูอ้วน&#34;, &#34;ที่รัก&#34;, &#34;แมวน้อย&#34;, &#34;กระต่ายขาว&#34; ฯลฯ
ผมจึงคิดว่า คุณ &#34;รู้จักชื่อ&#34; ..แล้วคุณ &#34;ผูกพันธ์&#34; กับเค้ามั้ย? &#8230;
Thai Share This
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณ &quot;รู้จักชื่อ&quot; ..แล้วคุณ &quot;ผูกพันธ์&quot; กับเค้ามั้ย?</p>
<p>ถ้าคุณ &quot;ไม่รู้จักชื่อ&quot; ..แล้วคุณ &quot;ผูกพันธ์&quot; กับเค้ามั้ย?</p>
<p>แล้วถ้าระหว่าง &quot;รู้จักชื่อ&quot; กับ &quot;รู้จักตัวตน&quot; ..อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?</p>
<p>จริงๆ แล้วคำว่า &quot;รู้จัก&quot; ..มันคือ รู้จักอะไรกันแน่??</p>
<p>&quot;ชื่อ&quot; ..มันก็แค่สิ่งที่ใช้เรียก &quot;ตัวตน&quot; สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะ &quot;รู้จัก&quot; ใครซักคนมันคือ &quot;ตัวตน&quot; ต่างหาก </p>
<p>ในเมื่อเรารู้จักตัวตนของเค้า และมี &quot;ชื่อสมมุต&quot; ที่ใช้เรียกเค้า แล้วชื่อจริงๆ ของเค้า ..มันจะสำคัญอะไร?</p>
<p>ใครมีแฟน หรือเคยมีแฟนคงเข้าใจคำว่า &quot;ตัวเอง&quot;, &quot;เค้า&quot;, &quot;หมูอ้วน&quot;, &quot;ที่รัก&quot;, &quot;แมวน้อย&quot;, &quot;กระต่ายขาว&quot; ฯลฯ</p>
<p>ผมจึงคิดว่า คุณ &quot;รู้จักชื่อ&quot; ..แล้วคุณ &quot;ผูกพันธ์&quot; กับเค้ามั้ย? &#8230;</p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=896&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_896" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/896/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมตอนนี้ Hard Drive ถึงมีพื้นที่ขายกันจำกัดแค่ 2TB</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/890/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/890/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Aug 2010 07:43:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[64-bit]]></category>
		<category><![CDATA[Harddisk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/890/</guid>
		<description><![CDATA[เป็นปัญหาที่หลายๆ คนคงนั่งงงว่า แค่เรื่อง RAM ใส่ลงไป 4GB ก็ดันใช้ได้แค่ 3-3.5GB ซึ่งประเด็นมันอยู่ที่ 32-bit OS มาคราวนี้ก็เอาอีก ไอ้เจ้า 32-bit OS เจ้าปัญหาที่ยังครองโลกอยู่นั้นดันมีปัญหากับขนาดพื้นที่ของสื่อเก็บข้อมูลอย่าง Hard Drive (ต่อไปเรียก HDD) เสียด้วย เพราะความต้องการของมนุษย์มันไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อก่อน 1TB เป็นสิ่งที่ทุกคนบอกว่าใช้ยังไงก็ไม่หมด แต่ในวันนี้สื่อต่างๆ วิ่งนำข้อมูลระดับ HD ที่ระดับ HD ปรกติและ Full HD และในอนาคตคงเจอ Super HD ทำให้สื่อที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมันก็ใช้เยอะขึ้นเยอะขึ้นไปเรื่อยๆ มาวันนี้ 1TB ก็ชักจะไม่พอ 2TB ก็ดูจะเริ่มล้น แล้วมากกว่านั้นหล่ะ!!! 
ตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราๆ ใช้งานกันนั้นส่วนมากก็จะใช้ 32-bit OS อย่างเช่น Microsoft Windows XP, Microsoft Windows Vista และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นปัญหาที่หลายๆ คนคงนั่งงงว่า แค่เรื่อง RAM ใส่ลงไป 4GB ก็ดันใช้ได้แค่ 3-3.5GB ซึ่งประเด็นมันอยู่ที่ 32-bit OS มาคราวนี้ก็เอาอีก ไอ้เจ้า 32-bit OS เจ้าปัญหาที่ยังครองโลกอยู่นั้นดันมีปัญหากับขนาดพื้นที่ของสื่อเก็บข้อมูลอย่าง Hard Drive (ต่อไปเรียก HDD) เสียด้วย เพราะความต้องการของมนุษย์มันไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อก่อน 1TB เป็นสิ่งที่ทุกคนบอกว่าใช้ยังไงก็ไม่หมด แต่ในวันนี้สื่อต่างๆ วิ่งนำข้อมูลระดับ HD ที่ระดับ HD ปรกติและ Full HD และในอนาคตคงเจอ Super HD ทำให้สื่อที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมันก็ใช้เยอะขึ้นเยอะขึ้นไปเรื่อยๆ มาวันนี้ 1TB ก็ชักจะไม่พอ 2TB ก็ดูจะเริ่มล้น แล้วมากกว่านั้นหล่ะ!!! </p>
<p>ตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราๆ ใช้งานกันนั้นส่วนมากก็จะใช้ 32-bit OS อย่างเช่น Microsoft Windows XP, Microsoft Windows Vista และ Microsoft Windows 7 ซึ่งส่วนใหญ่ก็ขายกัน 32-bit กันเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาตอนนี้ที่เราเจอก็ข้อจำกัดของการใช้พื้นที่บน RAM ก็ยังรู้กันไม่ทั่ว ตอนนี้ก็เกิดข้อจำกัดในเรื่องของขนาดของพื้นที่ HDD เข้าไปอีก ตอนนี้ HDD ที่ขายก็เลยตันกันที่ 2TB เพราะตลาดส่วนใหญ่ซื้อไปใช้ก็ใช้กับ 32-bit OS กันเสียส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็อยากจะใช้งานมากกว่า&#160; 2TB ต่อ HDD 1 ตัว บน 32-bit OS แต่กลับทำไม่ได้!!! </p>
<p>เหตุผลเพราะ Logical Block Addressing ใน MBR partition table ของ HDD ใน 1 ตัว ถ้ามีจำนวน sectors สำหรับใช้อ้างอิงข้อมูลมากกว่า 4,294,967,296 sectors จะทำให้ 32-bit OS มองเห็นไม่ครบหรือเกิดการทำงานที่ผิดพลาด เป็นปัญหาเดียวกับ RAM เลยครับ ปัญหาของ RAM คือ 32-bit OS มองเห็น Memory Addrees ได้แค่ 4,294,967,296 bytes (2 ยกกำลัง 32) เช่นกัน จาก entry เก่าที่ <a title="แถลงไข CPU 64-bit" href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/165/">แถลงไข CPU 64-bit</a> แต่โชคยังดีหน่อยที่ 1 sectors ของ HDD โดยค่ามาตรฐานเท่ากับ 512 bytes ทำให้ต่อ 1 HDD ก็จะมองเห็นข้อมูลบน HDD ได้จำนวนข้อมูลคือ 4,294,967,296 sectors x 512 bytes = 2TB นั้นเอง </p>
<p>จริงๆ ปัญหามันยังไม่หมด เพราะใน HDD ความจุสูงเหล่านั้นยังอาจมีปัญหาการบูตกับ BIOS เก่าๆ ที่ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย!!! </p>
<p><strong>สรุปง่ายๆ คือ</strong>    <br />ข้อจำกัดของ 32-bit OS ใน RAM และ HDD    <br /><strong>RAM</strong> = 4,294,967,296 bytes = ~4GB    <br /><strong>HDD</strong> = 4,294,967,296 sectors x 512 bytes = ~2TB </p>
<p>แต่ 1 sectors อยากจะปรับเป็น 4Kbytes ก็ได้นะครับ เค้าเรียกว่าทำ Long LBA นั้นเอง เพื่อให้รองรับ 16TB แต่ไม่ใช่ทุกๆ OS จะรองรับ แน่นอนว่า Windows XP ใช้ไม่ได้!!! และทำงานช้ากว่าเดิม -_-&#8217; และมีความเสี่ยงสูงที่ทำให้ข้อมูลเสียหายมากขึ้นไปอีกจากกรณี bad sector ถ้าอยากใช้ HDD ต่อ 1 ตัวมีขนาดมากกว่า 2TB ก็รอให้ 64-bit OS มันมีส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะๆ ก็คงได้เห็นกันเองครับ ตอนนี้ก็มี 3TB ขายนะครับ แต่ราคาก็ยังแพงอยู่และมีคำเตือนไว้ว่าใช้ได้กับ 64-bit OS เท่านั้นครับ</p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=890&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_890" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/890/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>DSLR &amp; EVIL ความเหมือนที่แตกต่าง!</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/888/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/888/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Aug 2010 17:28:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[EVIL]]></category>
		<category><![CDATA[Photo]]></category>
		<category><![CDATA[Photography]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/888/</guid>
		<description><![CDATA[DSLR = Digital Single Lens Reflex (สะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว) คือ แสงผ่านเลนส์ 1 ชุด สะท้อนกับกระจกสะท้อนภาพ ขึ้นไปสะท้อนปริซึม 5 เหลี่ยมตรงหัวกะโหลก ผ่านช่องมองภาพเข้าสู่ตา เมื่อจะถ่ายรูปมันก็ยกกระจกสะท้อนขึ้นแล้วเปิดม่าน Shutter ให้แสงวิ่งเข้าเซ็นเซอร์แทนตาเรา
Nikon D3
    
กล้องแบบ EVIL = Electronic Viewfinder Interchangeable Lens คือกล้องที่ใช้การมองผ่านช่องมองภาพเสมือน และเปลี่ยนเลนส์ได้หรือเรียกอีกอย่างว่า Mirror Less โดยเมื่อถ่ายรูปแสงผ่านเลนส์ 1 ชุด โดยระหว่างนั้นจะทำการเปิดม่านชัตเตอร์ให้แสงตรงเข้าเซ็นเซอร์เลย โดยแสงไม่มีการกระทบกระจกสะท้อนภาพและปริซึม 5 เหลี่ยมแบบกล้อง DSLR
Sony NEX-5
 
    
Panasonic GF-1
    
กล้องแบบ EVIL แตกต่างจากกล้องแบบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>DSLR = Digital Single Lens Reflex (สะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว) คือ แสงผ่านเลนส์ 1 ชุด สะท้อนกับกระจกสะท้อนภาพ ขึ้นไปสะท้อนปริซึม 5 เหลี่ยมตรงหัวกะโหลก ผ่านช่องมองภาพเข้าสู่ตา เมื่อจะถ่ายรูปมันก็ยกกระจกสะท้อนขึ้นแล้วเปิดม่าน Shutter ให้แสงวิ่งเข้าเซ็นเซอร์แทนตาเรา</p>
<p><strong>Nikon D3</strong></p>
<p><object height="385" width="640"><param name="allowScriptAccess" value="never"></param><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/fG5QedhroYQ&amp;hl=en_US&amp;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"><embed allowscriptaccess="never" src="http://www.youtube.com/v/fG5QedhroYQ&amp;hl=en_US&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" height="385" width="640"></embed></param></object>    </p>
<p>กล้องแบบ EVIL = Electronic Viewfinder Interchangeable Lens คือกล้องที่ใช้การมองผ่านช่องมองภาพเสมือน และเปลี่ยนเลนส์ได้หรือเรียกอีกอย่างว่า Mirror Less โดยเมื่อถ่ายรูปแสงผ่านเลนส์ 1 ชุด โดยระหว่างนั้นจะทำการเปิดม่านชัตเตอร์ให้แสงตรงเข้าเซ็นเซอร์เลย โดยแสงไม่มีการกระทบกระจกสะท้อนภาพและปริซึม 5 เหลี่ยมแบบกล้อง DSLR</p>
<p><strong>Sony NEX-5</strong></p>
<p> <strong></strong>
<p><object height="385" width="480"><param name="allowScriptAccess" value="never"></param><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/5sPRHVY8790&amp;hl=en_US&amp;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"><embed allowscriptaccess="never" src="http://www.youtube.com/v/5sPRHVY8790&amp;hl=en_US&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" height="385" width="480"></embed></param></object>    </p>
<p><strong>Panasonic GF-1</strong></p>
<p><object height="385" width="480"><param name="allowScriptAccess" value="never"></param><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/PvBlWASftTY&amp;hl=en_US&amp;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"><embed allowscriptaccess="never" src="http://www.youtube.com/v/PvBlWASftTY&amp;hl=en_US&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" height="385" width="480"></embed></param></object>    </p>
<p>กล้องแบบ EVIL แตกต่างจากกล้องแบบ Compact และ DSLR Like คือเซนเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ ใกล้เคียง หรือเท่ากับ DSLR ตัวใหญ่ รวมถึงการปรับตั้งค่าต่างๆ ได้ใกล้เคียงกันทำให้ DOF ของภาพนั้นทำได้ไม่แพ้ DSLR เลยทีเดียว ตัวอย่าง NEX ของ Sony นั้น x1.5 (เท่า DSLR ตัว DX ของ Nikon เลย!!!) Olympus EP/EPL และ Panasonic GF/G ก็ x2.0 ซึ่งการที่ไม่มีส่วนของกระจกสะท้อนภาพมากั้นเซนเซอร์กับ เลนส์ไว้ เพื่อให้เกิดการมองเห็นใน Viewfinder แบบใน DSLR จึงออกแบบได้บาง และเลนส์มีขนาดเล็กกว่าได้ เพราะระยะทางการเดินทางของแสงจากเลนส์ไปสู่ตัวเซ็นเซอร์มีระยะทางสั้นลงทำ ให้เสียแสงน้อยลง     </p>
<p><span class="insertedphoto">เทียบกันสักหน่อย      </p>
<p><img class="alignmiddleb" border="0" src="http://i370.photobucket.com/albums/oo148/cgrif42/blog/mirrorless.jpg" /></span>    </p>
<p><span class="insertedphoto"></span>อืมมม ไปซื้อ Sony NEX-5 มาถ่ายรูปดีกว่า เบากว่าเยอะ ฮาๆๆๆ (ราคาก็ใช้ได้เลยทีเดียว)</p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=888&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_888" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/888/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Changkhui 178 : Color 2 (Color Management System ตอนที่ 2)</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/886/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/886/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Aug 2010 14:19:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Changkhui.Com]]></category>
		<category><![CDATA[Color Management System]]></category>
		<category><![CDATA[Photo]]></category>
		<category><![CDATA[Photography]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/886/</guid>
		<description><![CDATA[
ต่อจากตอนที่แล้วที่ Changkhui 177 : Color 1 (Color Management System ตอนที่ 1)      
55 นาที &#8211; 2 สิงหาคม 2553     
Audio Download &#8211; MP3 14 MB
Video Download &#8211; M4V 383 MB




Thai Share This
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<dl class="HiliteDesc">
<dt>ต่อจากตอนที่แล้วที่ <a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/882/">Changkhui 177 : Color 1 (Color Management System ตอนที่ 1)</a>      </dt>
<dd class="ReleasedDate">55 นาที &#8211; 2 สิงหาคม 2553     </dd>
<dd class="DownloadLinks"><a href="http://www.changkhui.com/Audio/Changkhui178_Color2.mp3">Audio Download</a> &#8211; MP3 14 MB</dd>
<dd class="DownloadLinks"><a href="http://www.changkhui.com/Audio/Changkhui178_Color2.m4v">Video Download</a> &#8211; M4V 383 MB</dd>
</dl>
<p><embed allowscriptaccess="never" src="http://blip.tv/play/AYHyvlwC" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" height="302" width="480">
</p>
<p></embed></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=886&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_886" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/886/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.changkhui.com/Audio/Changkhui178_Color2.mp3" length="13936699" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ว่ากันด้วยการอัดรูปขนาดใหญ่ (ขนาดโปสเตอร์) กับสรีรวิทยาและจิตวิทยาของการรับรู้</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/883/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/883/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Aug 2010 04:31:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Photo]]></category>
		<category><![CDATA[Photography]]></category>
		<category><![CDATA[Printing]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/883/</guid>
		<description><![CDATA[ทำไมผมสนใจหัวข้อนี้ เพราะได้มีโอกาสนำรูป 10MP ไปอัดในขนาดใหญ่ที่ 24&#215;36 นิ้ว ที่ความละเอียดประมาณ 130dpi (กะๆ เอาผมจำตัวเลขแน่ชัดไม่ได้) ก็ได้ภาพที่คมใส ใช้ได้ในระดับการมองเห็นที่ 1 เมตรกว่าๆ กล้องที่ใช้ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย Nikon D80 ส่วนเลนส์ที่ใช้ภ่ายภาพนั้นก็ Nikon AF Micro Nikkor 60mm f/2.8D ซึ่งให้ภาพที่คมใสสุดๆ เลยไม่ต้องทำ USM และ Sharpening เยอะจนเสียความใสของภาพไป
ประเด็นของผมคงไม่ใช่มาพูดเรื่องว่าไฟล์ภาพขนาดไหนอัดภาพได้เท่าไหร่ยังไง เพราะในกระทู้อ้างอิงด้านล่างได้อธิบายไว้พอสมควรแล้ว ผมเลยขอยกมาแล้วกัน (กระทู้คงโดนลบไปในเวลาไม่นานนักแน่นอน)
D90 อัดรูป / พิมพ์รูป ได้ใหญ่สุด แค่ไหนครับ ?       http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O9527384/O9527384.html
12.3&#160; MP&#160; นี่ถ้าพิมพ์งาน โปสเตอร์ใหญ่ๆ&#160; 
ขนาด&#160; 1.2 x 2.1&#160; เมตร&#160; นี่ไหวไหมครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทำไมผมสนใจหัวข้อนี้ เพราะได้มีโอกาสนำรูป 10MP ไปอัดในขนาดใหญ่ที่ 24&#215;36 นิ้ว ที่ความละเอียดประมาณ 130dpi (กะๆ เอาผมจำตัวเลขแน่ชัดไม่ได้) ก็ได้ภาพที่คมใส ใช้ได้ในระดับการมองเห็นที่ 1 เมตรกว่าๆ กล้องที่ใช้ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย Nikon D80 ส่วนเลนส์ที่ใช้ภ่ายภาพนั้นก็ Nikon AF Micro Nikkor 60mm f/2.8D ซึ่งให้ภาพที่คมใสสุดๆ เลยไม่ต้องทำ USM และ Sharpening เยอะจนเสียความใสของภาพไป</p>
<p>ประเด็นของผมคงไม่ใช่มาพูดเรื่องว่าไฟล์ภาพขนาดไหนอัดภาพได้เท่าไหร่ยังไง เพราะในกระทู้อ้างอิงด้านล่างได้อธิบายไว้พอสมควรแล้ว ผมเลยขอยกมาแล้วกัน (กระทู้คงโดนลบไปในเวลาไม่นานนักแน่นอน)</p>
<blockquote><p><strong>D90 อัดรูป / พิมพ์รูป ได้ใหญ่สุด แค่ไหนครับ ?       <br /></strong><a href="http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O9527384/O9527384.html">http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O9527384/O9527384.html</a></p>
<p>12.3&#160; MP&#160; นี่ถ้าพิมพ์งาน โปสเตอร์ใหญ่ๆ&#160; </p>
<p>ขนาด&#160; 1.2 x 2.1&#160; เมตร&#160; นี่ไหวไหมครับ </p>
<p>จากคุณ&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; : A r t F u l l Y </p>
<p>เขียนเมื่อ&#160;&#160;&#160;&#160; : 30 ก.ค. 53 20:46:09</p>
</blockquote>
<p>คุณ แมวเหมียวพุงป่อง ก็มาตอบได้อย่างน่าสนใจ</p>
<blockquote><p>12 MPx .. ก็ประมาณ 4500&#215;3000 </p>
<p>ถ้าพิมพ์ที่ 50 dpi ก็จะได้ประมาณ 90&quot; x 60&quot; หรือกว่าสองเมตรสบายๆ</p>
<p>ถ้าเอาแสดงทั่วๆไป คนมองจะมองจากระยะห่างเกิน 2 เมตร .. ความละเอียด 50 dpi ไม่ต่างจาก 300 dpi </p>
<p>แต่แสดงในลิฟท์นี่คนมอง มองห่างไม่เกิน 2 ฟุต .. มันจะเห็นรอยแตกค่อนข้างชัดเจน &#8230; ถ้าคนดูเพ่งดูนะ </p>
<p>จุดเด่นของ raw อย่างหนึ่งก็คือ .. เราสามารถเอามาขยายเพิ่มขนาดได้อีกประมาณ 50% โดยที่สังเกตุ &quot;วุ้น&quot; ที่เกิดจากการขยายแทบไม่ออก </p>
<p>ฉะนั้นเมื่อแก้ไขเสร็จ และ save .. ก็ save เป็นขนาด 6000 x 4000 เพื่อไปพิมพ์ที่ 75 dpi พอไหวหนะ </p>
</blockquote>
<p>แต่ประเด็นต่อมาคือภาพนี้อยู่ในลิฟท์ซึ่งมันคับแคบระยะการมองเห็นของคนนั้นใกล้ชิดพอสมควรเลยทีเดียว</p>
<p>คุณ แมวเหมียวพุงป่องเลยอธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่า</p>
<blockquote><p>สิ่งพิมพ์ขนาดใหญ่ทั่วๆไป เขาพิมพ์ที่ 25-50 dpi ก็ยังใช้ได้ เพราะคนดู ดูจากที่ห่างไกล และดูผ่านๆ </p>
<p>แต่กรณีของน้า art นี่ สุดโหดหิน เพราะลิฟท์มันคับแคบ แถมคนที่ดูก็ตั้งใจดูด้วย เนื่องจากไม่สามารถมองไปที่ไหนได้</p>
<p>งานพิมพ์จึงต้องการความละเอียดที่สูงมากกว่าปกติ </p>
<p>ในแง่สรีรวิทยาของการมองเห็น </p>
<p>สายตาคนเราโดยทั่วไปจะแยกจุดสองจุดที่อยู่ติดกันไม่ออก เมื่อขนาดของจุดแต่ละจุดเล็กกว่า 0.8mm และมองห่างออกไป 20 ซม. </p>
<p>มันเป็นขีดจำกัดของพลังความสามารถในการแยกแยะของเลนส์ตา (cornea/lens) และปลายประสาทรับภาพชนิดความละเอียดสูง (cone-type receptor) </p>
<p>0.8mm ก็คือ 12 dot/mm หรือ 300 dot/inch (dpi) </p>
<p>สิ่งพิมพ์ทั่วๆไป ถึงใช้ตัวเลข 300 dpi เป็นจุดอ้างอิง</p>
<p>300 dpi เป็นเรื่องของสรีรวิทยาการรับความรู้สึก (physiology of sensation) </p>
<p>แต่ถ้าเอาจิตวิทยาการรับรู้ (psychology of perception) เข้ามาด้วย มันค่อยแตกลูกแตกหลาน </p>
<p>ถ้าเราเพ่งความสนใจ ไปสิ่งที่เราต้องการดู ประกอบการเปลี่ยนตำแหน่งที่ดูนิดๆหน่อยๆ (ด้วยการโยกศรีษะ) จะทำให้เราสร้างภาพที่ชัดเจนขึ้นในการรับรู้ แม้ต้นฉบับจะไม่ละเอียด </p>
<p>การโยกศรีษะ จะมีผลตรงข้ามได้ คือ ทำให้เราเห็นรายละเอียดที่มากเกินปกติได้ด้วย </p>
<p>แต่ถ้าเราเหม่อลอย     <br />สิ่งที่มีรายละเอียดเล็กน้อยจะหลุดพ้นจากความสนใจเรา      <br />สิ่งที่มีรายละเอียดมากๆ เราก็ไม่สนใจ </p>
<p>ผมถึงบอกว่า ในลิฟท์มันเป็นอะไรที่แย่มาก     <br />เพราะในลิฟท์ เราเหม่อลอยไม่ได้ (เดี๋ยวออกไม่ทัน)      <br />แต่ก็เพ่งดูคนที่อยู่ในลิฟท์ไม่ได้เช่นกัน (เดี๋ยวโดนแฟนเขาชกเอา)      <br />ก็เลยต้องเพ่งมองรูปในลิฟท์แทน </p>
<p>รูปที่อยู่ผนังลิฟท์ .. ห่างไปอย่างมากก็แค่ 1 เมตร &quot;หย่อม&quot; สีที่ห่างกัน เกินกว่า 0.2mm จะไม่ใช่ผืนสีแผ่นเดียวกันอีกต่อไป แต่กลายเป็นจุดๆแยกจากกัน</p>
<p>ถึงจะเห็นเป็นรูปแต่ก็สร้างความรำคาญในการดูได้ …</p>
</blockquote>
<p>มาถึงตรงนี้แล้วทำให้หลายๆ คนคงทราบแล้วว่าเหตุผลว่าทำไมต้อง 300 dpi ในงานบางอย่างและงานบางอย่างที่ใช้ในการพิมพ์ก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้อง 300 dpi เสมอไป ซึ่งมันแปรผันตามระยะของการมองเห็นของมนุษย์เป็นสำคัญด้วย ไม่งั้นเราจะใช้ความละเอียดของภาพไปโดนสิ้นเปลืองพื้นที่จัดเก็บไปโดยเปล่าประโยชน์</p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=883&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_883" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/883/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Changkhui 177 : Color 1 (Color Management System ตอนที่ 1)</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/882/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/882/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Jul 2010 03:57:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Changkhui.Com]]></category>
		<category><![CDATA[Color Management System]]></category>
		<category><![CDATA[Photo]]></category>
		<category><![CDATA[Photography]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/882/</guid>
		<description><![CDATA[ไปร่วมจัดรายการครับ เลยนำมาฝากครับ

1 ชั่วโมง &#8211; 26 กรกฎาคม 2553
Audio Download &#8211; MP3 15 MB 
Video Download &#8211; M4V 416 MB 
มี ผู้ฟังสนใจให้อยากคุยกันต่อเรื่องของสี เราก็เลยเชิญผู้เชี่ยวชาญในวงการ ที่เคยเป็นแขกรับเชิญมาสองสามตอน มาออกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือ พี่ขจร (Twitter.com/Kajorn) มาช่วยให้ความกระจ่าง นอกจากนั้นแล้ว เรายังผู้ฟังอีก 2 ท่านมาช่วยเสริมมุมมองด้วย ได้แก่ คุณโปรด (Twitter.com/RabbitMoon) นักศึกษาปริญญาโทด้านนี้โดยตรง และคุณบั๊ก (twitter.com/pockethifi) เนื่องจากคุยกันยืดยาวมาก เกือบๆ 2 ชั่วโมง ทำให้ต้องตัดออกมาเป็น 2 ตอนนะครับ จะได้โหลดกันสะดวกหน่อย ตอนนี้ คือตอนแรกครับ 





Thai Share This
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไปร่วมจัดรายการครับ เลยนำมาฝากครับ</p>
<dl>
<dd>1 ชั่วโมง &#8211; 26 กรกฎาคม 2553</dd>
<dd><a href="http://www.changkhui.com/Audio/Changkhui177_Color1.mp3">Audio Download</a> &#8211; MP3 15 MB </dd>
<dd><a href="http://www.changkhui.com/Audio/Changkhui177_Color1.m4v">Video Download</a> &#8211; M4V 416 MB </dd>
<dd>มี ผู้ฟังสนใจให้อยากคุยกันต่อเรื่องของสี เราก็เลยเชิญผู้เชี่ยวชาญในวงการ ที่เคยเป็นแขกรับเชิญมาสองสามตอน มาออกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือ พี่ขจร (<a href="http://www.twitter.com/Kajorn">Twitter.com/Kajorn</a>) มาช่วยให้ความกระจ่าง นอกจากนั้นแล้ว เรายังผู้ฟังอีก 2 ท่านมาช่วยเสริมมุมมองด้วย ได้แก่ คุณโปรด (<a href="http://www.twitter.com/RabbitMoon">Twitter.com/RabbitMoon</a>) นักศึกษาปริญญาโทด้านนี้โดยตรง และคุณบั๊ก (<a href="http://www.twitter.com/pockethifi">twitter.com/pockethifi</a>) เนื่องจากคุยกันยืดยาวมาก เกือบๆ 2 ชั่วโมง ทำให้ต้องตัดออกมาเป็น 2 ตอนนะครับ จะได้โหลดกันสะดวกหน่อย ตอนนี้ คือตอนแรกครับ </dd>
<dt></dt>
</dl>
<p><embed allowscriptaccess="never" src="http://blip.tv/play/AYHxgAwC" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" height="302" width="480">
</p>
<p></embed></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=882&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_882" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/882/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.changkhui.com/Audio/Changkhui177_Color1.mp3" length="15067592" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ประสบการณ์ในการใช้ dtac aircard flip 158</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/876/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/876/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Jul 2010 15:20:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Aircard]]></category>
		<category><![CDATA[DTAC]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/876/</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้รับแอร์การ์ดได้สัก 2 อาทิตย์แล้วครับ และได้ทดสอบลองใช้งานจริง มาได้ประมาณอาทิตย์กว่าๆ ในลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวัน เมื่อเทียบกับ dtac aircard ตัวเก่า (รุ่นเก่าผมได้จากตอน dtac 3G ครับ) โดยการทดสอบนี้ผมทดสอบบนระบบ 3G ทั้งสองรุ่นเลย ส่วน EDGE นั้นผมทดสอบบน dtac aircard flip 158 เท่านั้น เพราะตัวแอร์การ์ด dtac 3G มันล็อคให้ใช้แต่ sim 3G เท่านั้น
โดยในรุ่นใหม่นี้ dtac ชูจุดเด่นที่ เสาอากาศของการ์ดแบบ RX Diversity ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวช่วยเสาอากาศหลักของตัวการ์ด (Main Antenna) ลักษณะการทำงานคือ เมื่อ Main Antenna รับสัญญาณได้น้อยลง Rx Diversity Antenna จะทำงาน และรับสัญญาณใน radiation patterns ที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถรับสัญญาณได้ชัดเจนมากขึ้น หรือเรียกว่ามีเสาอากาศสำหรับรับสัญญาณอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้รับแอร์การ์ดได้สัก 2 อาทิตย์แล้วครับ และได้ทดสอบลองใช้งานจริง มาได้ประมาณอาทิตย์กว่าๆ ในลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวัน เมื่อเทียบกับ dtac aircard ตัวเก่า (รุ่นเก่าผมได้จากตอน dtac 3G ครับ) โดยการทดสอบนี้ผมทดสอบบนระบบ 3G ทั้งสองรุ่นเลย ส่วน EDGE นั้นผมทดสอบบน dtac aircard flip 158 เท่านั้น เพราะตัวแอร์การ์ด dtac 3G มันล็อคให้ใช้แต่ sim 3G เท่านั้น</p>
<p>โดยในรุ่นใหม่นี้ dtac ชูจุดเด่นที่ เสาอากาศของการ์ดแบบ RX Diversity ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวช่วยเสาอากาศหลักของตัวการ์ด (Main Antenna) ลักษณะการทำงานคือ เมื่อ Main Antenna รับสัญญาณได้น้อยลง Rx Diversity Antenna จะทำงาน และรับสัญญาณใน radiation patterns ที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถรับสัญญาณได้ชัดเจนมากขึ้น หรือเรียกว่ามีเสาอากาศสำหรับรับสัญญาณอยู่ 2 ตัวในการ์ดเดียวนั้นเอง </p>
<p>จากความรู้สึกในการใช้งานในพื้นที่เดียวกัน โดยเปรียบเทียบแล้วพบว่าในพื้นที่ที่มีสัญญาณอ่อนนั้นตัว flip 158 รับสัญญาณได้ดีขึ้นอยู่พอสมควร ซึ่งผมไม่ได้ใช้เครื่องมือวัดใดๆ ครับสังเกตจากกราฟรับสัญญาณเท่านั้นที่แตกต่างกันประมาณ 1-2 ระดับ) จาซอฟต์แวร์ dtac aircard ตัวเดียวกัน</p>
<p>ส่วนในเรื่องของความเร็ว Internet นั้นก็แตกต่างกันไม่มากนัก เพราะในเรื่องของ Wireless Connection นั้นความเร็วมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ signal ที่ส่งมาที่ตัว aircard เป็นหลักซึ่งถ้าสัญญาณ์มาเต็มก็จะได้ความเร็ว Internet เร็วไปด้วย ซึ่งความเร็วของ Internet ของ dtac นั้นมีความเสถียรในการใช้งานดีอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ครับ อาจจะมีบางพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น ตรงนี้คงต้องทำใจสักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับโหลดข้อมูลไม่ได้เลย แต่ก็จะเหมือนแชร์ๆ ช่องสัญญาณใช้กันไปมากกว่า</p>
<p>การ flip ของตัวแอร์การ์ดนั้นทำได้ในมุมที่โดยทั่วไปแล้ว USB ของ Notebook จัดวางไว้คือแนวนอน สำหรับ Notebook เครื่องใดให้เป็นแนวตั้งมาอาจจะต้องทำใจสักหน่อยถ้า Notebook ของท่านบางกว่าตัวแอร์การ์ดครับ อาจจำเป็นต้องหาสายตัวเพิ่ม ออกมาแบบเดียวกับรุ่นเก่า ซึ่งผมคิดว่าการทำ flip ก็เพื่อลบข้อด้อยตรงการยื่นและการหามุมรับสัญญาณได้หลากลายมากขึ้น แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเรื่อง USB แบบแนวตั้งที่ยังใช้งานได้ไม่สะดวกนัก ซึ่งถ้าตรง USB port ที่ต่อเข้ากับเครื่อง Notebook นั้นสามารถหมุนได้ด้วยจะไม่ทำให้เป็นอุปสรรคในเรื่องนี้เลย </p>
<p>ส่วนที่เหมือนกับตัวเก่าคือมี slot สำหรับใส่ micro SD ครับ ตรงนี้ผมคิดว่ามีประโยชน์มากสำหรับคนใช้ smartphone ที่ใช้ micro SD เป็นสื่อในการเก็บข้อมูล ทำให้ไม่ต้องพกตัว Card Reader (ที่อาจจะต้องหา SD to Micro SD Adapter) ไปไหนมาในไหนตัวนั้นเอง</p>
<p><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1099.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="DSC_1099" border="0" alt="DSC_1099" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1099_thumb.jpg" width="321" height="217" /></a>&#160;<a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1093.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="DSC_1093" border="0" alt="DSC_1093" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1093_thumb.jpg" width="321" height="217" /></a> </p>
<p><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1103.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="DSC_1103" border="0" alt="DSC_1103" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1103_thumb.jpg" width="646" height="434" /></a>&#160;</p>
<p>รูปแบบกล่องนั้นยังไม่แตกต่างจากตัวรุ่นเก่าที่วางขายตาม Shop ครับ (แต่แตกต่างจากของ dtac 3G แน่นอน)</p>
<p><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1091.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="DSC_1091" border="0" alt="DSC_1091" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1091_thumb.jpg" width="646" height="434" /></a> </p>
<p>รองรับ 3G ที่ระดับความเร็วไม่เกิน 3.6 Mbps ครับ ซึ่งก็เพียงพอสำหรับใช้งานอยู่แล้ว (แต่ dtac ยังไม่เปิด dtac 3G ให้คนทั่วไปใช้ก็คงมีไว้เผื่อๆ เท่านั้น)</p>
<p>แถมท้ายด้วยโดยการ์ดตัวนี้แท้จริงคือ HUAWEI E158 (อ้างอิง <a title="http://www.blognone.com/news/17199" href="http://www.blognone.com/news/17199">http://www.blognone.com/news/17199</a>) ซึ่งสามารถทำงานได้ดีบน Ubuntu Linux ด้วย</p>
<p><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1107.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="DSC_1107" border="0" alt="DSC_1107" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1107_thumb.jpg" width="646" height="434" /></a> </p>
<p><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1108.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="DSC_1108" border="0" alt="DSC_1108" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1108_thumb.jpg" width="321" height="217" /></a>&#160;<a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1109.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="DSC_1109" border="0" alt="DSC_1109" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1109_thumb.jpg" width="321" height="217" /></a> </p>
<p>ลักษณะการใส่ตัว Sim card ที่ไม่เหมือนรุ่นเดิมครับ</p>
<p><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_3185.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="DSC_3185" border="0" alt="DSC_3185" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_3185_thumb.jpg" width="646" height="434" /></a> </p>
<p>เปรียบเทียบขนาดของ dtac aircard flip 158 กับ dtac aircard 3G จะเห็นว่าโครงสร้างคล้ายๆ กัน</p>
<p><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1126.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="DSC_1126" border="0" alt="DSC_1126" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/DSC_1126_thumb.jpg" width="646" height="434" /></a> </p>
<p>เมื่อเสียบเข้ากับเครื่องก็จะสาพับเสาขึ้นมาแบบนี้เพื่อเอียงรับสัญญาณได้หลากหลายมากขึ้น</p>
<p>สำหรับหลายๆ คนคงกังวลว่า อ้าว! แล้วไม่มี CD มาให้เหรอ ก็บอกเลยว่าตัว dtac aircard ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ นั้นมีความจุที่เป็น Flash Drive แบบ internal มาให้ 32MB ครับ โดยด้านในใส่ Software/Driver มาให้พร้อมแล้ว โดยเป็นความจุนอกเหนือจากของที่ได้ใน slot ของ micro SD</p>
<p>เรามาดูกันว่าตัวซอฟต์แวร์รุ่นเก่าและใหม่หน้าตาแตกต่างกันอย่างไร</p>
<p><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/image.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="image" border="0" alt="image" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/image_thumb.jpg" width="646" height="415" /></a> </p>
<p>dtac aircard software รุ่นเก่า</p>
<p><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/image_3.jpg" rel="lightbox[876]"><img style="border-right-width: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px" title="image_3" border="0" alt="image_3" src="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/dtacaircardflip158_12756/image_3_thumb.jpg" width="646" height="435" /></a> </p>
<p>dtac aircard software รุ่นใหม่</p>
<p>ตัวโปรแกรม dtac 3G aircard เทียบกับ dtac aircard จะเห็นว่ามีปุ่ม Services เพิ่มขึ้นมาสำหรับ dtac และ Happy ครับ ซึ่งอันนี้ในรุ่น dtac aircard รุ่นเก่าน่าจะมี (ผมอ้างอิงจากตัวซอฟต์แวร์ของ 3G เป็นหลัก) จะเป็นว่ามีส่วนของ Services เพื่อใช้สำหรับเติมเงิน รับ/ส่ง SMS และตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งพาโทรศัพท์แต่อย่างใดครับ</p>
<p>สำหรับท่านใดที่สนใจทาง dtac แจ้งมาว่า</p>
<ul>
<li>รับประกันสินค้านานถึง 1 ปี&#160; </li>
<li>สามารถเปลี่ยนคืนสินค้าใหม่ได้ภายใน&#160; 30 วัน&#160; </li>
<li>โดยตัวสินค้ามาพร้อมซิมดีแทค      <br />- ดีแทคแบบรายเดือนราคา 2,990 บาท มาพร้อมชั่วโมงอินเทอร์เน็ตถึง 300 ชม. (ใช้ได้ 100 ชม./เดือน นาน 3 เดือน)       <br />- แฮปปี้แบบเติมเงินราคา 2,700 บาท มาพร้อมชั่วโมงอินเทอร์เน็ตถึง 60 ชม. (ใช้ได้ 20 ชม./เดือน นาน 3 เดือน) </li>
<li>dtac aircard รุ่นใหม่นี้ มีจำหน่ายที่สำนักงานบริการลูกค้า ดีแทคเซ็นเตอร์ และร้านค้า IT ชั้นนำทั่วประเทศ </li>
<li>สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1678 dtac call center </li>
</ul>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=876&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_876" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/876/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Barcamp Krungthep &#8211; Note</title>
		<link>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/869/</link>
		<comments>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/869/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Jun 2010 16:24:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Ford AntiTrust</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[BarCamp]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/869/</guid>
		<description><![CDATA[เห็นเล่นๆ บน Twitter เมื่อตอนเย็นวันที่ 30 มิถุนายน 53 จาก blog ของพี่เก่ง http://keng.ws/2010/06/barcamp-chiang-mai-3/ เลยปรึกษาและเสวนาบน Twitter กันระหว่าง @sugree @lewcpe และ @rtsp เลยได้ชื่องานเป็น Barcamp Krungthep สถานที่ก็ ม.เกษตรฯ บางเขน ส่วนวันและเวลา เดี่ยวว่ากันอีกที แต่น่าจะเดือนสิงหาคมนี้ จำนวนห้องค่อยว่ากัน แต่ concept ผมคิดไว้ประมาณนี้

Reset Matrix !!! 
ลดขนาดจำนวนคนเข้าร่วมงาน เราต้องการการมีส่วนร่วม จำนวนคน 100 –200 (หรือน้อยกว่านี้) 
ย้อนกลับสู่อารมณ์เดิม เล็กๆ แต่ทำเยอะๆ เพราะเราอยากให้ทุกคนที่มางานต้องนำเสนอ 
ไม่มีสปอนเซอร์ (ยินดีรับ แต่ว่าจะไม่ให้มีอิทธิผลต่องาน) ทำให้ทุกอย่างต้องดูแลตัวเอง ข้าว อาหารทุกอย่าง หากินกันเอง 
ในงานไม่มีของแจก ซึ่งแน่นอนไม่มีเสื้อบาร์แคมป์ (แต่ใครจะทำมาขายก็ได้) 
ไม่มีกำหนดการณ์แน่ชัดตามแนวทางบาร์แคมป์ 
ขายของในการนำเสนอได้ตราบใดที่คุณได้โหวตหัวข้อเข้าร่วม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><font face="Tahoma">เห็นเล่นๆ บน Twitter เมื่อตอนเย็นวันที่ 30 มิถุนายน 53 จาก blog ของพี่เก่ง </font><a href="http://keng.ws/2010/06/barcamp-chiang-mai-3/"><font face="Tahoma">http://keng.ws/2010/06/barcamp-chiang-mai-3/</font></a><font face="Tahoma"> เลยปรึกษาและเสวนาบน Twitter กันระหว่าง @sugree @lewcpe และ @rtsp เลยได้ชื่องานเป็น Barcamp Krungthep สถานที่ก็ ม.เกษตรฯ บางเขน ส่วนวันและเวลา เดี่ยวว่ากันอีกที แต่น่าจะเดือนสิงหาคมนี้ จำนวนห้องค่อยว่ากัน แต่ concept ผมคิดไว้ประมาณนี้</font></p>
<ul>
<li>Reset Matrix !!! </li>
<li>ลดขนาดจำนวนคนเข้าร่วมงาน เราต้องการการมีส่วนร่วม จำนวนคน 100 –200 (หรือน้อยกว่านี้) </li>
<li>ย้อนกลับสู่อารมณ์เดิม เล็กๆ แต่ทำเยอะๆ เพราะเราอยากให้ทุกคนที่มางานต้องนำเสนอ </li>
<li>ไม่มีสปอนเซอร์ (ยินดีรับ แต่ว่าจะไม่ให้มีอิทธิผลต่องาน) ทำให้ทุกอย่างต้องดูแลตัวเอง ข้าว อาหารทุกอย่าง หากินกันเอง </li>
<li>ในงานไม่มีของแจก ซึ่งแน่นอนไม่มีเสื้อบาร์แคมป์ (แต่ใครจะทำมาขายก็ได้) </li>
<li>ไม่มีกำหนดการณ์แน่ชัดตามแนวทางบาร์แคมป์ </li>
<li>ขายของในการนำเสนอได้ตราบใดที่คุณได้โหวตหัวข้อเข้าร่วม </li>
</ul>
<p class="akst_link"><a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/?p=869&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_869" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/869/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
